สลด! ปอ.515 ทับ จยย.เสียหลักล้ม ดับ 2 ศพที่สะพานซังฮี้

เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักลื่นไถล ทำให้ผู้ขับขี่เป็นชายวัย 26 และหญิงนิรนามถูกรถประจำทางสาย ปอ.515 ทับศีรษะเสียชีวิต ตำรวจยังไม่แจ้งข้อหาแก่ผู้ใด เตรียมสอบปากคำพยานและผู้เห็นเหตุการณ์อีกครั้ง

เมื่อเวลา 15.30 น. วันนี้ (6 พ.ค.59) ร.ต.อ.อรุณ มูลกิตติ รอง สว.(สอบสวน) สน.บางพลัด รุดไปตรวจสอบเหตุรถประจำทางทับ มีผู้เสียชีวิต บริเวณเชิงสะพานกรุงธน (ซังฮี้) ถนนราชวิถีฝั่งธนบุรีมุ่งหน้าสามเสน แขวงและเขตบางพลัด พบรถประจำทางปรับอากาศ สาย ปอ.515 ยี่ห้ออีซูซุ สีส้ม ทะเบียน 13-1849 กรุงเทพมหานคร เลขข้างรถ 6-56121 วิ่งระหว่างพุทธมณฑลสาย 2-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จอดอยู่ตรงเชิงทางขึ้นสะพานช่องทางเดินรถเลนที่ 2 ตรงล้อหลังฝั่งซ้าย ทับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีบรอนซ์ดำ ทะเบียน กบล-748 ชัยนาท ทำให้ นายประสิทธิ์ ทวีสุข อายุ 26 ปี ผู้ขับขี่ และ นางสาวกนกอร สิทธิโชค อายุ 25 ปี ผู้ซ้อนท้าย ถูกล้อรถทับศีรษะ สมองกระจาย เสียชีวิตคาที่ รถประจำทางปรับอากาศ สาย ปอ.515 ยี่ห้ออีซูซุ สีส้ม

รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีบรอนซ์ดำ ถูกทับตะแคงบนถนน

ส่วนรถคู่กรณีอีกคัน เป็นรถเก๋งยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอสเคป สีดำ ทะเบียน สฬ-5556 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ตีคู่กับรถประจำทางบนช่องทางเดินรถเลนที่ 1 ฝั่งซ้ายสุด ในสภาพกันชนด้านหลังหลุด เนื่องจากโดนเฉี่ยวชน มี นายจิรศักดิ์ แกล้วทนงค์ อายุ 44 ปี คนขับยืนรอมอบตัวในที่เกิดเหตุ จนท.สอบถาม นายณพลเดช เพ็ชรดำ อายุ 29 ปี โชเฟอร์รถ ปอ.

สอบสวน นายณพลเดช เพ็ชรดำ อายุ 29 ปี โชเฟอร์รถ ปอ.ให้การว่า ตนขับรถรับผู้โดยสารออกจากอู่ย่านพุทธมณฑลสาย 2 มาเต็มคันกำลังมุ่งหน้าข้ามสะพานซังฮี้ไปยังจุดหมาย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จังหวะที่รถกำลังแล่นขึ้นสะพาน โดยตนใช้เส้นทางเดินรถเลนที่ 2 นั้น ตนได้มองกระจกข้างฝั่งซ้าย เห็นรถเก๋งฟอร์ดขับตีคู่มาจากเลนซ้ายสุดก่อนจะขึ้นสะพาน จากนั้นก็ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายซึ่งแซงแทรกกลางเข้ามา ระหว่างเลน 1 และเลน 2 จนล้มกลิ้งไถลมาเข้าล้อหลังฝั่งซ้ายรถตน แม้ตนจะพยายามเบรกหยุดรถแล้วแต่ก็ไม่ทันเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ทำให้ทับทั้งร่างและรถจักรยานยนต์ของผู้ตายทั้งคู่เข้าอย่างจัง จนท.กู้ภัย เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต

ด้าน ร.ต.อ.อรุณ ยังไม่แจ้งข้อหากับผู้ใด เบื้องต้นส่งศพผู้ตายทั้ง 2 รายให้แผนกนิติเวชวชิรพยาบาล ผ่าพิสูจน์ ก่อนเชิญตัวทุกฝ่ายรวมถึงพยานที่เห็นเหตุการณ์ไปสอบปากคำที่โรงพักอีกครั้ง เพื่อแจ้งข้อหาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath