พายุปาข่ายังรุนแรง เตือน50จว.โดนฝนหนักยาวถึง 2 ก.ย. ให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่า

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศพายุ “ปาข่า” (PAKHAR) ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 28 ส.ค.2560 ระบุว่าเมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (28 ส.ค.60) พายุดีเปรสชัน “ปาข่า” (PAKHAR) ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง บริเวณประเทศจีนตอนใต้ มีศูนย์กลางเหนือประเทศเวียดนามตอนบน โดยหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง และร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย จะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกหนักหลายพื้นที่

ขณะที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสาน 50 จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ ในช่วงวันที่ 28 ส.ค. – 2 ก.ย.2560 จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น “ปาข่า” ที่อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาชนระมัดระวังอันตรายจากสถานการณ์ภัย รวมถึงจัดเตรียมสถานที่ปลอดภัย สำหรับเป็นจุดอพยพหรือจุดพักพิง หากสถานการณ์รุนแรงให้รายงานกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางเพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำ สภาวะอากาศ และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร พบว่า พายุโซนร้อน “ปาข่า” ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่น และคาดว่าในวันที่ 28 ส.ค.2560 จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณตอนเหนือของประเทศลาว และประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับ ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ในช่วงวันที่ 28 ส.ค. – 2 ก.ย.2560 มีฝนตกเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักบางแห่งในทั่วทุกภาคของประเทศ

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงประสาน 50 จังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยแยกเป็น ภาคเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำกกและลุ่มแม่น้ำน่าน ซึ่งมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและเริ่มเอ่อล้นตลิ่ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี และลพบุรี

ภาคตะวันออก 5 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ 13 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

ส่วนสภาพอากาศในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

เตรียมพร้อมรับมวลน้ำเหนือ คาดถึงปทุมฯ อีก 1-2 วัน ระดมเครื่องสูบน้ำเฝ้าระวัง 24 ชม.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ก.ย. นายสุรชัย ขันอาสา ผวจ.ปทุมธานี พร้อมด้วยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เรียกประชุมหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเตรียมรับมือมวลน้ำก้อนให้จาก จ.พระนครศรีอยุธยาที่กำลังเดินทางมาถึง จ.ปทุมธานีใน 1-2 วันนี้ โดยระดมกำลังดำเนินการออกปฏิบัติการตามจุดต่างๆ201609280916521-20100715143214ดังนี้ จุดที่ 1 ที่สถานีสูบน้ำประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ คลองรังสิต อ.ธัญบุรี – ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวน 10 เครื่อง-อัตราสูบ 42 ลบ.ม./วินาที จุดที่2 ที่สถานีสูบน้ำปากคลองรังสิต ต.บ้านใหม่ อ.เมืองปทุมธานี-จำนวน 8 เครื่อง-อัตราสูบ 48 ลบ.ม./วินาทีซึ่งการสูบน้ำของทั้ง 2 สถานี เพื่อรับน้ำจากเหนือมาจากพระนครศรีอยุธยามาลงในทุ่งรังสิต
201609280916525-20100715143214อีกส่วนจะเป็นน้ำฝน/ที่มาจากท่อระบายน้ำ ถนนพหลโยธิน, ถนนลำลูกกา และจะช่วยรับน้ำจากตอนเหนือของกทม. ที่จะระบายผ่านคลองเปรมประชากรลงคลองรังสิต ทั้งนี้ ได้เตรียมการระวังและป้องกันปัญหาน้ำท่วม อันอาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก และน้ำเหนือหลาก ตลอด 24 ชั่วโมงแล้วซึ่งคาดว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบอาจจะเป็นชาวบ้านบางส่วนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใน อ.สามโคก อ.เมืองปทุมธานี เท่านั้นขอให้ประชาชนอย่าตื่นตกใจยืนยันว่าทางจังหวัดสามารถรับมือได้เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการออกเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางทางน้ำรวมถึงลอกท่อระบายน้ำตามจุดเสี่ยงต่างๆแล้ว

ที่มา>>>ข่าวสด

โคราชเจอพิษฝนกระหน่ำ ถนนหน้าตลาดเซฟวันจมบาดาล

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 26 ก.ย. เพจ FM. 91 Trafficpro รายงานว่า ฝนกระหน่ำโคราชตั้งแต่ 5 โมงเย็นตกต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ ส่งผลตลาดเซฟวัน Save one Market ตลาดกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในอีสาน ตำบลโพธิ์กลาง จังหวัดนครราชสีมา เกิดน้ำท่วมสูงประมาณ 50 ซ.ม.

14445012_1370524026291457_4004409051795433919_o14449924_1370523782958148_5604729538974076617_n14463045_1233008696762086_6175735715681301951_n

ที่มา>>>ข่าวสด

ถนนเลียบคลองคูบางหลวงพังนานกว่า 4 ปี ชาวบ้านปทุมฯสุดทนร้องหน่วยงานเร่งแก้ไข

 เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านจังหวัดปทุมธานี ว่าพื้นถนนเลียบคลองคูบางหลวง ในซอยวัดราษฎร์ศรัทธาทำ หมู่ 6 ต.บางหลวง อ.เมือง จ.ปทุมธานี ทรุดนานกว่า 4 ปี ชาวบ้านเดือดร้อนจากการสัญจรใช้เส้นทาง ยิ่งหากฝนตกน้ำท่วมขังจะอันตรายมาก ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบถนนดังกล่าว สภาพถนนที่พบเป็นถนนพื้นคอนกรีตได้รับความเสียหายจากพื้นถนนทรุดจำนวน 3 ช่วง คือต้นซอย กลางซอย และท้ายซอย สภาพพื้นนถนนทรุด เป็นหลุมเป็นบ่อมีน้ำขังบางส่วน เป็นระยะทางแต่ละช่วงยาว 100 เมตร ถึง 150 เมตร โดยเสียหายทั้งสองผิวจราจร แต่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังสามารถใช้เส้นทางได้ โดยต้องใช้เส้นทางอย่างระมัดระวัง จากการสอบนางสาวสุดา มุหะหมัด อายุ 29 ปี ชาวปทุมธานี พนังงานโรงงาน กล่าวว่า ตนเองเช่าบ้านอยู่ภายในซอยนี้ ซึ่งต้องในถนนเส้นนี้ในการสัญจรไปทำงานทุกวัน ซึ่งตั้งแต่พื้นถนนทรุดนั้นตนเองใช้เส้นทางยากลำบากขึ้น โดยเฉพาะตนเองใช้รถจักรยานยนต์ และจะอันตรายมากขึ้นหากมีรถยนต์ขับสวนทางกัน เพราะว่าต้องคอยขับหลบหลุมเนื่องจากพื้นถนนทรุด ยิ่งหากฝนตกลงมาน้ำจะท่วมขัง เป็นอันตรายมากเวลาที่ต้องใช้เส้นทางนี้ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาเร่งดำเนินการแก้ไขให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ทั้งนี้ ที่บริเวณด้านหน้าซอยมีป้ายชี้แจงจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ที่ไม่สามารถซ่อมถนนได้ โดยระบุว่า ต้องขออภัยในความไม่สะดวกเนื่องจากถนนทรุดชำรุด ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีไม่สามารถดำเนินการซ่อมแซมในระยะนี้ได้ อันเนื่องจากถนนสายนี้อยู่ระหว่างข้อพิพาททางกฎหมายเลขดำที่ 119/2556 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการสำนักระงับข้อพิพาท ระหว่างบริษัทจันทร์ทองบิวเตอร์ จำกัด กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี หากสิ้นสุดข้อพิพาทเมื่อใดแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี จะดำเนินการซ่อมแซมโดยเร่งด่วนต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

กรมอุตุฯเผยทั่วไทยมีฝนเพิ่ม เตือนระวังน้ำท่วมฉับพลัน กทม.-ปริมณฑลฝนหนักร้อยละ 70

 เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ระบุว่า บริเวณประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน พิษณุโลก เพชรบูรณ์ จันทบุรี ตราด ระนอง ภูเก็ต กระบี่ และตรัง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากปริมาณฝนที่ตกสะสมซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากด้วย สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังแรงโดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กที่มีขนาดน้อยกว่า 3 วา ควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้ อนึ่ง พายุไต้ฝุ่นเนพาร์ตัก” (NEPARTAK) บริเวณด้านมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปเกาะไต้หวัน และประเทศจีน มณฑลฝูเจี้ยน ในช่วงวันที่ 7-9 ก.ค. ขอให้ประชาชนที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย สำหรับลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคเหนือตอนบนและประเทศเมียนมา ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส

 ภาคกลาง  มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

 ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร
ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก และมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ที่มา>>>ข่าวสด

ทหารนำกำลังช่วยชาวบ้านน้ำท่วมขังซอยรามอินทรา 34 ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ-จัดรถรับส่ง

จากกรณีเหตุน้ำท่วมภายในหมู่บ้านทองสถิตย์ ซอยรามอินทรา 34 แยก 20 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. เนื่องจากก่อนหน้านี้มีฝนตกหนักตลอดคืนโดยภายในหมู่บ้านมีน้ำท่วมสูงเหนือหัวเข่าขึ้นไปจนถึงระดับเอวจนสูงถึงระดับ 1.2 เมตร สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารร.1 พัน 2 รอ.และร.11 พัน 2 รอ. นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลืออำนวยความสะดวกรับ-ส่งประชาชนในการเข้าออกหมู่บ้าน โดยมีการใช้เรือในซอยที่มีน้ำท่วมขังสูง และรถบรรทุกทหารวิ่งรับ-ส่งจนถึงปากซอย พร้อมทั้งนำน้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้งแจกจ่ายให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน ขณะเดียวกันมีเจ้าหน้าที่พยาบาลจากศูนย์บริการสาธารณสุข 24 บางเขน ลงพื้นที่ช่วยเหลือพยาบาลรักษาเบื้องต้นผู้ป่วย ผู้สูงอายุ พร้อมทั้งแจกจ่ายยากันน้ำกัดเท้า ผงเกลือแร่ ยาตะไคร้กันยุง และยาสามัญประจำบ้าน สำหรับระดับน้ำในวันนี้ พบว่ามีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในซอยลึกภายในหมู่บ้านดังกล่าว ที่เดิมเมื่อวานมีปริมาณน้ำที่สูงระดับหน้าอก ขณะที่วันนี้ลดลงในระดับต่ำกว่าเอว โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่สำนักระบายน้ำนำเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง มาเร่งสูบระบายน้ำออกจากหมู่บ้าน เพื่อให้ระดับน้ำลดลงจนสู่สภาวะปกติ คาดว่าจะสามารถระบายน้ำได้หมดภายใน 3 วัน ด้านนางกุลยา นามพันธุ์ หัวหน้าพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข 24 บางเขน กล่าวว่า วันนี้นำเจ้าหน้าที่เร่งเข้าช่วยเหลือด้านสุขลักษณะของประชาชน พร้อมทั้งดูแลรักษาผู้ป่วยให้กินอาหาร กินยาให้ตรงเวลา โดยเรื่องที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือผู้สูงอายุที่อยู่ภายในบ้านพัก ซึ่งอยากฝากเตือนให้ระวังลื่นล้มในพื้นที่น้ำเจิ่งนอง และความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งมีประชานบางส่วนที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ภายในบ้านพักได้ย้ายออกไปนอนพักตามโรงแรมบางส่วนแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จากศูนย์บริการสาธารณสุขจะเข้ามาช่วยเหลือรักษาทุกวันจนกว่า สถานการณ์น้ำท่วมจะดีขึ้น ขณะเดียวกันจากการสอบถามนายสุรัตน์ โดเปล อายุ 44 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 55/172 ซอย 6 หมู่บ้านทองสถิตย์ กล่าวว่า บ้านพักของตนเป็นบ้าน 2 ชั้น โดยเมื่อวานนี้มีน้ำท่วมสูงเข้ามาในบ้านที่ตนอาศัยอยู่ โดยตนและครอบครัวได้ช่วยกันย้ายของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถย้ายขนขึ้นไปเก็บไว้ที่ชั้น 2 ซึ่งหากน้ำลดลงคงต้องเปลี่ยนกระเบื้องปูพื้น และซ่อมรถที่จมน้ำอีกคาดว่าเสียหายเป็นแสนกว่าบาท

ที่มา>>>ข่าวสด