“บิ๊กตู่” เผยมีนักการเมืองฮั้วโรงสีกำหนดราคาข้าวให้ต่ำ หวังชาวนาขัดแย้งต้านรัฐบาล

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 31 ต.ค. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง311016_ake_20161031_1983389775นายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงต้นของการประชุมว่า ขอขอบคุณข้าราชการทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมทำงานอย่างต่อเนื่อง และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิมีปัญหา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก 2 ประเด็นคือการปรับโครงสร้างการเกษตรที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ครบวงจร ยังมีปัญหาอยู่ยังทำไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำใหเกิดปัญหาอย่างแน่นอน และอีกประเด็น คือการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมีการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองในพื้นที่ ร่วมกับโรงสีบางแห่ง ในการกำหนดราคาข้าวให้ต่ำลง โดยหวังให้เกิดประเด็นต่อประชาชนให้เกิดการต่อต้านหรือขัดแย้งกับรัฐบาล ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจทั้งระบบ โดยการประชุมในวันนี้จะมีการประชุมให้ได้ข้อยุติs__4620338“การทำอะไรจะต้องมีก๊อก 2 ไว้อยู่เสมอ เพราะไม่มีปัญหาใดที่เป็นปัญหาที่ซับซ้อน ยาวนานอย่างปัญหาในเรื่องของข้าวและการเกษตร น้ำ ที่จะสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีการเดียว ดังนั้น เราจะเป็นต้องหาวิธีการที่เหมาะสมตามห้วงเวลา พร้อมทั้งขอให้กำหนดมาตรการการช่วยเหลือ และการดูแลในข้อกฎหมายเพื่อทำให้เกิดความรัดกุม โดยต้องได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด อย่าให้เกิดกรณีเหมือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐ ทั้งหน่วยราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานด้านงบประมาณ ที่เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล จำเป็นต้องหามาตราการช่วยเหลือที่อาจมีความแตกต่างจากการแก้ปัญหายามปกติ แม้รัฐบาลจะต้องขาดทุนหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดูแลอยู่แล้ว การประชุมวันนี้ขอให้ดำเนินการโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด มีข้อตกลงได้ในที่ประชุมและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ในวันพรุ่งนี้ทันที เพราะไม่เช่นนี้ก็จะถูกบิดเบือนไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นปัญหาทำให้การบริหารงานด้านอื่นๆมีปัญหาตามมาด้วย” นายกฯ กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

“ยิ่งลักษณ์” ขึ้นศาลเปิดคดีจำนำข้าวตอบคำถามฝ่ายโจทก์นัดแรก-มวลชนให้กำลังใจแน่น

 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี และทีมทนาย เดินทางมาขึ้นศาลสืบพยานฝ่ายจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ กรณีไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าวเป็นนัดแรก โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเป็นผู้ตอบข้อซักถามอัยการฝ่ายโจทก์ด้วยตัวเองทั้ง 165 หัวข้อรวมกว่า 500 คำถาม รวมถึงการซักถามจากผู้พิพากษาองค์คณะในคดี โดยมีบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย และอดีตส.ส. อาทิ นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคพท. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เป็นต้น พร้อมมวลชน เดนิทางมาร่วมให้กำลังใจอย่างคับคั่ง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย ทั้งนี้ ทันทีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์มาถึง กลุ่มมวลชนที่มารอให้กำลังใจจำนวนมากเข้ามอบดอกไม้ พร้อมร้องเพลงของเธอ และเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา และตะโกน “ยิ่งลักษณ์สู้ๆ” เพื่อให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้มีความมั่นใจที่จะนำเสนอพยานเอกสารและพยานบุคคลในคดีนี้ จะทำให้เต็มที่ในการพิสูจน์ว่า ตนไม่ได้ทำอะไรผิดตามที่มีการกล่าวอ้าง ส่วนการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจริงๆ แล้วต้องประเมินคดีอาญาให้เสร็จสิ้นก่อนพร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารที่ตนได้ร้องขอความเป็นธรรมกับคณะกรรมการความรับผิดทางละเมิดนั้น ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาทั้งข้อกฎหมายและเนื้อหาสาระต่างๆ อีกทั้งการฟ้องร้องค่าเสียหายต่างๆ นั้น ตนได้พ้นจากภารกิจหลังปฏิวัติแล้วซึ่งช่วงนั้นไม่ได้ดูแลรับผิดชอบ และจะสามารถควบคุมได้ ต้องขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้ด้วย ยืนยันโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่มีประโยชน์ และเราต้องการช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงข้อห่วงใยก่อนถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค. ว่า อยากชวนประชาชนคนไทยให้มาใช้สิทธิ เพราะการลงประชามติครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมาจะนับคะแนนเฉพาะคนที่มาใช้สิทธิเท่านั้นที่จะเลือกอนาคตประเทศให้ไปทางใด อยากให้ทุกคนทำเต็มที่เพราะจะได้ไม่เสียใจกับผลที่ออกมา อย่างไรก็ตาม ไม่ขอแสดงความเห็นหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ขอให้ผลลงคะแนนออกมาก่อน และเชื่อว่าทุกคนห่วงในเรื่องความโปร่งใสการทำประชามติในครั้งนี้ เพราะเป็นการตัดสินใจอนาคตของประเทศ ส่วนหลักคิดที่อยากฝากถึงประชาชน คือช่วงโค้งสุดท้ายอยากให้ประชาชนพิจารณาเนื้อหาทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้ประชาชนใช้วิจารณญาณได้อย่างเต็มที่ และมองในระยะยาวเพราะเราต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปอีกนาน ส่วนสถานการณ์หลังประชามติ ทุกคนต้องช่วยกันทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ หากทุกคนใช้สิทธิอย่างเต็มที่ จะได้ผลที่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หากมาใช้สิทธิน้อยผลที่ได้จะไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการในหลักของประชาธิปไตย

ที่มา>>>ข่าวสด