กระบะกลับจากงานบวช แหกโค้งชนอัดต้นไม้ ดับ 3 สาหัส 2

กระบะวีโก้ กลับจากงานบวช ฝนตกถนนลื่น แหกโค้งชนอัดก๊อบปี้ต้นไม้ข้างทาง บนถนนสายเอเชีย ฝั่งขาเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ อ.นาหม่อม สงขลา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุเสียชีวิต 3 ศพ รวมคนขับ นำตัวคนเจ็บอีก 2 ราย ส่งยัง รพ. …

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 30 พ.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาหม่อม พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยท่งเซียเซี่ยงตึ๊งหาดใหญ่ เข้าตรวจสอบอุบัติเหตุรถกระบะโตโยต้าวีโก้ สีบรอนซ์เทา ตอนครึ่ง หมายเลขทะเบียน ผท 284 สงขลา เสียหลักตกร่องน้ำพุ่งชนต้นไม้ ริมถนนสายเอเชีย บ้านแม่เปี๊ยะ หมู่ 3 ต.คลองหรัง อ.นาหม่อม จ.สงขลา ฝั่งขาเข้าหาดใหญ่ ซึ่งเป็นทางโค้งก่อนถึงสี่แยกไฟแดงบ้านนาหม่อมกระบะแหกโค้งชนอัดต้นไม้ ดับ 3 สาหัส 2 ที่สงขลา

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะคันดังกล่าวตกลงไปในร่องน้ำชนติดอยู่กับต้นไม้ สภาพรถด้านหน้าพังยับเยิน ภายในรถพบผู้เสียชีวิตติดอยู่ในซากรถ 2 คน เป็นคนขับชาย 1 คน และหญิงสาว 1 คนที่นั่งแค็ปหลัง และมีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเพิ่มอีก 1 คนซึ่งกระเด็นหลุดจากตัวรถ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 2 คนกระเด็นออกจากรถ 1 คน และติดอยู่ในรถ 1 คนหน่วยกู้ภัยต้องใช้เครื่องตัดถ่างนำร่างออกมา ก่อนรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยผู้ประสบเหตุทั้ง 5 คนยังไม่ทราบชื่อที่อยู่ทั้งหมดเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่ารถกระบะคันนี้ขับออกมาจากวัดนาหม่อม หลังจากไปร่วมงานบวช และขับวิ่งมาด้วยความเร็วสูงพอถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งและถนนลื่น เนื่องจากมีฝนตกลงมาก่อนหน้า ทำให้รถเสียหลักพุ่งตกลงไปในร่องน้ำชนอัดก๊อบปี้กับต้นไม้อย่างแรง จนเป็นเหตุสยองทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพและบาดเจ็บสาหัสอีก 2 คนดังกล่าว.

ที่มา>>>Thairath

เร่งเครื่องแซงไม่พ้น ตู้หักหลบพลิกคว่ำ วงแหวนกาญจนาฯ เจ็บ 9

โชเฟอร์หญิงวัย 42 ขับรถตู้รับญาติผู้ใหญ่-เด็ก รวมคนขับ 11 ราย ทานข้าวร้านอาหาร ย่าน พระสมุทรเจดีย์ ขากลับใช้ทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษก พยายามเร่งเครื่องแซงเก๋งอีกคัน ก่อนเสียหลักพลิกคว่ำ บาดเจ็บ 9 ราย …

เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 29 พ.ค.59 เจ้าหน้าที่กู้ภัยทางด่วน รับแจ้งเหตุ รถตู้พลิกคว่ำมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบนทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) เลยด่านช้างสามเศียรประมาณ 50 เมตร ฝั่งมุ่งหน้าด่านบางแก้ว ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบ

บริเวณช่องทางขวาสุดพบรถตู้โตโยต้า คอมมูเตอร์ สีบรอนซ์ ฮบ 8373 กรุงเทพฯ สภาพพลิกตะแคงขวา กระจกหน้าหลังและประตูแตก หน้ารถพังเสียหาย ส่วนผู้บาดเจ็บซึ่งนั่งมาในรถทั้งหมด ถูกหามส่ง รพ.เปาโลเมโมเรียลสมุทรปราการ 9 คน โดยทั้งหมดมีบาดแผลถลอกตามร่างกาย ห่างไปประมาณ 50 เมตร พบ รถเก๋ง มาสด้าสีขาว หมายเลขทะเบียน ฌจ 3143 กรุงเทพฯ จอดอยู่

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

สอบถามนางเครือวัลย์ ทรัพย์ประเสริฐ อายุ 42 ปี คนขับรถตู้ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนได้ขับรถไปรับญาติ เป็นผู้ใหญ่ 7 คน เด็ก 4 คน รวมตัวเองซึ่งเป็นคนขับ ไปทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่าน อ.พระสมุทรเจดีย์ หลังจากทานเสร็จ จึงได้ขับรถกลับโดยใช้ทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษก เพื่อไปส่งทั้งหมดที่บ้านพัก เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ โดยวิ่งมาตามเลนกลาง มาถึงที่เกิดเหตุระหว่างที่ได้เร่งเครื่องแซงรถเก๋งมาสด้า สีขาว ซึ่งอยู่เลนขวาได้ รถเกิดแฉลบเข้ามา ตนจึงได้หักหลบ ก่อนที่รถจะเสียหลักพลิกคว่ำ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน ส่วนที่เหลือปลอดภัยดี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนสาเหตุอย่างละเอียด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

มหานครผลไม้เมืองจันท์ 2016 นทท.ล้นทะลัก ชิมฟรีผลไม้สด – แปรรูป

อลังการ มหานครผลไม้ 2016 จันทบุรี คึกคัก นทท.ไทย – เทศ ร่วมงานล้นทะลัก พิเศษสุดชิมฟรีผลไม้สดคุณภาพ วันละ 2 รอบ พร้อมทั้งผลไม้แปรรูป แกงบวดทุเรียน, เปียกลำไย, ข้าวเหนียวทุเรียน สนใจเชิญร่วมงาน จ่อจัดยาวไปจนถึง 29 พ.ค.นี้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 26 พ.ค.2559 บรรยากาศของ นทท.ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมาก เข้าร่วมรับประทานผลไม้ที่จุดบริการชิมฟรีผลไม้สดๆ จากเกษตรกรชาวสวน ซึ่งถือเป็นจุดไฮไลต์ของการจัดงาน “จันทบุรี มหานครผลไม้” หรือ “Chanthaburi Fruitpital Fair 2016” ที่จัดขึ้นภายในศูนย์ปฏิบัติราชการ องค์การบริหารส่วน จ.จันทบุรี โดยในแต่ละวัน จะเปิดให้บริการวันละ 2 รอบ คือเวลา 10.30-13.00 น. และ 17.30-20.00 น.ทุเรียนสด เสียบไม้

ทั้งนี้จะนำผลไม้สดทั้ง ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง และขนุน มาบริการแก่ นทท. ขณะเดียวกัน ยังมีผลไม้แปรรูป เช่น แกงบวดทุเรียน, เปียกลำไย, ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน มาบริการอีกด้วย โดยผลไม้ที่เป็นที่ชื่นชอบของ นทท.ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้แก่ ทุเรียนสด เนื่องจากปัจจุบันมีราคาแพง ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องนำผลไม้มาเติมในทุกชนิดเกือบ 1 ตันต่อวัน

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมเกษตรกรให้ได้มีโอกาสเจรจาต่อรองทางธุรกิจกับผู้ซื้อโดยตรง, การจำหน่ายผลไม้สดจากเกษตรกรโดยตรงในบริเวณตลาดประชารัฐ, การเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์, ชมความตระการตาของประติมากรรมผลไม้ที่ประดิษฐ์และตกแต่งจากผลไม้เมืองร้อน ด้วยฝีมือทีมงานจากสวนนงนุช, การจำหน่ายสินค้าโอทอปจากภาคตะวันออก, ชิมอาหารอร่อยจากมุมตู้กับข้าวเมืองจันท์ ซึ่งงาน “จันทบุรี มหานครผลไม้” หรือ “Chanthaburi Fruitpital Fair 2016” จะมีไปจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคมนี้แม่ค้าใจดี ให้ชิมไม่อั้น

อย่างไรก็ตาม นทท.ที่เข้ามาเดินภายในงาน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประทับใจในการจัดงาน บรรยากาศดี พื้นที่กว้างขวาง แม้ว่าปีนี้จะมีผลไม้น้อยลง เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง จนผลไม้ราคาแพงกว่าปกติ แต่ลูกค้าไม่บ่น เพราะคุณภาพผลไม้การันตีความคุ้มค่า.ข้าวเหนียวทุเรียน

ปชช.ให้ความสนใจ งานผลไม้ของดีเมืองจันทบุรี กันอย่างล้นหลาม

ที่มา>>>Thairath

นศ.หนุ่มใส่แว่นบันทึกข้อมูล มอบตัวตร. ปัดร่วมเอี่ยวโกงสอบหมอรังสิต

นศ.หนุ่ม-ติวเตอร์ ผู้ต้องหาเอี่ยวโกงสอบแพทย์ ม.รังสิต เข้ามอบตัวตร. ก่อนยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว ด้าน นศ.หนุ่ม ยอมรับใส่แว่นบันทึกเก็บข้อมูลไปสอบจริง ไม่คิดว่าเรื่องจะใหญ่โตขนาดนี้ ปัดร่วมขบวนการโกงสอบ…

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. มีรายงานความคืบหน้า คดีร่วมกันทุจริตโกงข้อสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต โดยเป็นวันนัดมอบตัวครั้งที่ 2 ของผู้ต้องหาอีก 4 คน ภายหลังเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ไม่ได้เดินทางมา โดยก่อนหน้านั้นหญิงวัย 39 ปี ชาวนนทบุรี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหา ได้เดินมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้วเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงสาย นักศึกษาชายวัย 19 ปี เดินทางมาพร้อมกับทนายความ เพื่อเข้ามอบตัวกับ พ.ต.ท.วุฒิ พระเดชวงษ์ พนักงานสอบสวนชำนาญการ สภ.ปากคลองรังสิต จ.ปทุมธานี เจ้าของคดี หลังถูกออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากสอบปากคำในเบื้องต้น ได้มีการยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวทันที

นศ.หนุ่มใส่แว่นบันทึกข้อมูล มอบตัวตร. ปัดเอี่ยวโกงสอบหมอ ม.รังสิต

นักศึกษาชาย กล่าวภายหลังรับทราบข้อกล่าวหาว่า เข้าพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ และมารับทราบข้อกล่าวหา แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาดังกล่าว โดยยอมรับว่าวันสอบตนได้ใส่แว่นที่มีการบันทึกเก็บข้อมูลนั้นเป็นตนเองจริง ซึ่งทำไปโดยไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ เพราะตนรู้ว่ากฎระเบียบในการเข้าสอบ หากถูกจับได้ว่ามีการทุจริต จะถูกตัดสิทธิ์ในการสอบเข้าแพทย์ทันที และขอย้ำว่าตนไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าร่วมขบวนการโกงสอบในครั้งนี้แต่อย่างใด

จากนั้นติวเตอร์ชายวัย 26 ปี ได้เดินทางมาพร้อมกับทนายความ เข้ามอบตัว พร้อมให้การปฏิเสธเช่นกัน และได้มีการใช้หลักทรัพย์ประกันตัว โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ

พ.ต.ท.วุฒิ กล่าวว่า เบื้องต้นมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหา 5 คน ให้มารับทราบข้อกล่าวหา และหมายเรียกนักศึกษาอีก 2 คน มาสอบเพิ่มเติม และมีการออกหมายเรียกไปแล้ว 2 ครั้ง จนกระทั่งถึงวันนี้ มีผู้ต้องหามาแสดงความบริสุทธิ์ รวมแล้วทั้งหมด 3 คน ส่วนที่เหลือทั้งหมด หากไม่มีการติดต่อหรือเดินทางมาพบ จะมีการนำเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อขออนุมัติหมายจับของศาลจังหวัดปทุมธานีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ล่อซื้อยา 2 ผัวเมีย ผัวไหวตัวทันหนีรอดได้ รวบเมียพร้อมยาบ้า 515 เม็ด

ฝ่ายปกครอง สนธิกำลังทหาร-ตำรวจ ล่อซื้อยาบ้า 2 ผัวเมีย ย่านอำเภอคลองหลวง ขณะที่ผัวไหวตัวทันกระโดดหลบหนีออกทางประตูหลังห้องไหวตัวหนี ค้นห้องพบของกลางยาบ้า 515 เม็ด ก่อนขยายผลจับผู้ร่วมกระบวนการเพิ่มอีก 1 ราย

เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 นายเสริมวิทย์ สมบัติ ปลัดอำเภอคลองหลวง ฝ่ายความมั่นคง ร.ต.แมนธีระพันธ์ จีนนางรอง หัวหน้าชุด ปตอ.พัน 2 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ร่วมกันจับกุม น.ส.กันต์กนก สัมฤทธ์ อายุ 25 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 515 เม็ด โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่หอพักไม่มีชื่อ ภายในซอยคลองหลวง3 (ซอยหล่อพระ) ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

ร.ต.แมนธีระพันธ์ จีนนางรอง หัวหน้าชุด ปตอ.พัน 2 เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากว่าที่ห้องพักดังกล่าวมีสองสามีภรรยาวัยรุ่น จำหน่ายยาเสพติดให้กับวัยรุ่นสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไป จึงนำกำลังเฝ้าติดตามพฤติกรรมกระทั่งเข้าจับกุม น.ส.กันต์กนก สัมฤทธ์ อายุ 25 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 515เม็ด ไว้ได้ที่ห้องพักชั้นที่ 2 บริเวณบันไดทางขึ้นยาบ้าที่ยึดได้จากผู้ต้องหา

พบยาบ้าบรรจุถุงสีดำตราแอปเปิ้ลซุกซ่อนอยู่ภายในพัดลม โดยนายพีระ แก้วประดิษฐ์ อายุ 36 ปี แฟนหนุ่มได้กระโดดหนีออกไปทางประตูหลังห้องอย่างรวดเร็วคาดว่าได้รับบาดเจ็บเจ้าหน้าที่จึงติดตามไปแต่ไม่พบตัว ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมมีผู้เสพโทรศัพท์มาสั่งซื้อยาเสพติดอย่างไม่ขาดสาย

น.ส.กันต์กนก สัมฤทธ์ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ยาเสพติดทั้งหมดเป็นของแฟนที่หลบหนีไปได้ซึ่งหุ้นกับเพื่อนอีกคนไปรับยาบ้ามาเพื่อจำหน่ายโดยนำกำไรที่ได้มาเสพยาเสพติด กระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไว้ได้

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปจับกุมตัวนายกันตพล สัมฤทธิ์ อายุ 29 ปี ได้ที่บ้านพักซึ่งอยู่ติดกันพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่จำนวน 4 เม็ดครึ่ง จึงนำตัวมาทำการสอบสวนและส่งตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติดที่สถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

นักข่าวสาว ร้องสืบสวนฯ เชียงใหม่ เร่งล่าโจรฉกทอง-พระเครื่องล้ำค่า

นักข่าวสาวเชียงใหม่ ร้องสืบสวนภาค 5 ช่วยจับโจรบุกงัดบ้านแม่ ฉกทอง 10 บาท-พระเครื่องล้ำค่าหายเกลี้ยง ชี้ โจรมีพิรุธ เอาแต่พระเครื่องที่อยู่ตรงหัวนอนของมารดา ไม่สนใจสิ่งอื่นเท่าใดนัก…

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 25 พ.ค. 59 น.ส.ขวัญดาว จิตรพนา อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 257/37 หมู่บ้านเวียงทอง ซอย 6 หมู่ที่ 2 ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นผู้สื่อข่าวและเจ้าของเว็บสำนักข่าวเห็ดลมชื่อดังของเชียงใหม่ ได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภ.5 กรณีเมื่อเวลา 06.20 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน บุกเข้าไปงัดแงะบ้านของ น.ส.ขวัญดาว ลักเอาทรัพย์สินไปหลายรายการ โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่เป็นของแม่ ซึ่งกำลังนอนป่วยที่โรงพยาบาล และพระเครื่องเก่าแก่ประเมินค่าไม่ได้ ที่ พ.ต.ท.ดรุณ ทุ่นใจ อดีต รอง ผกก.สภ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ผู้เป็นลุงที่ล่วงลับไปแล้วเก็บไว้ไปจนเกลี้ยง และเงินสด จำนวน 10,000 กว่าบาท ซึ่งได้แจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ แต่คดียังไม่คืบหน้า มีการนำผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำและปล่อยตัวออกมา นอกจากนี้ ตนยังถูกข่มขู่ให้ระวังตัว ทำให้คนในบ้านพากันหวาดผวาเกรงจะถูกคุกคาม เพราะภายในบ้านมีแต่ผู้หญิงที่อยู่เฝ้าบ้านเท่านั้นพระเครื่องล้ำค่าของคุณแม่ ที่ถูกคนร้ายเข้ามาฉกถึงในบ้าน นักข่าวสาว

น.ส.ขวัญดาว ได้เล่าว่า บ้านที่เกิดเหตุเป็นทาวน์เฮาส์ชั้นเดียว อยู่ติดกัน 6 คูหา หันหน้าเรียงเป็น 2 ฝั่ง บ้านตนที่เกิดเหตุเป็นหลังในสุดด้านท้ายซอย ภาพที่เห็นหลังเกิดเหตุพบว่า ประตูหน้าบ้านถูกเปิดออก มีลูกกุญแจคาอยู่ที่แม่กุญแจ ไม่พบร่องรอยการงัดแงะจากประตูหน้า เข้าไปในบ้านพบประตูกลางบ้าน และประตูห้องนอน 2 ห้องถูกเปิดอ้าไว้ แต่ไม่มีร่องรอยการงัดกลอนใดๆ ภายในห้องโถงกลางบ้าน ทรัพย์สินเป็นโทรทัศน์สีจอแบน พระพุทธรูปและพระเครื่องที่แขวนไว้อยู่ครบ แต่พบว่าประตูห้องนอนทั้งสองห้องถูกเปิดออก ภายในถูกรื้อค้นกระจาย ตรงบานหน้าต่างพบเหล็กดัดมีร่องรอยถูกงัดง้างออก ซึ่งตนและน้องสาวได้ตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าทรัพย์สินที่หายไปทั้งหมดอยู่ในห้องนอนของแม่ และห้องน้องสาวที่ถูกคนร้ายรื้อค้นเอาสร้อยคอทองคำ แหวน และสร้อยข้อมือ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 10 บาทไป

นอกจากนี้ ยังมีพระเครื่องเก่าเก็บประเมินค่าไม่ได้ ที่บ้านได้เก็บสะสมไว้ และเงินสดอีกกว่าหมื่นบาทที่ตู้เก็บของบนหัวเตียงห้องมารดา โดยเกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเย็นถึงเช้า ไม่มีใครอยู่บ้าน เนื่องจากต้องไปนอนเฝ้าแม่ซึ่งนอนป่วยหนักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล คนร้ายซึ่งน่าจะรู้ว่าไม่มีใครอยู่บ้าน จึงได้แอบนำลูกกุญแจที่ทางเจ้าของบ้านวางซ่อนไว้ข้างเสาไขเข้าไป แต่เนื่องจากเปิดประตูกลางไม่ได้ จึงอ้อมไปทางด้านข้าง งัดแงะเหล็กดัดเข้ามาทางหน้าต่างห้องนอน และเข้าไปรื้อค้นเอาทรัพย์สินที่มีค่าภายในห้องนอน 2 ห้องไปทั้งหมด แต่ไม่สนใจที่จะลักเอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่วางอยู่ในห้องนอน และพระเครื่องจำนวนมากที่อยู่ตรงโถงห้องกลางไปแต่อย่างใด เป็นที่น่าสงสัย โดยเฉพาะพระเครื่อง คนร้ายจะเลือกเอาแต่พระเครื่องที่เก็บไว้ในตู้หัวนอนแม่ และตลับที่ใส่ทองคำคนร้ายหยิบเอาแต่ทองไปเท่านั้น ซึ่งผิดวิสัยโจรทั่วไป จึงได้มาร้องทุกข์ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 ซึ่งถือว่ามีศักยภาพทั้งด้านกำลังและเครื่องมือให้ช่วยเหลืออีกทาง โดยเฉพาะตนมั่นใจว่า คนร้ายจะเป็นคนที่รู้เรื่องพระเครื่องเป็นอย่างดีพล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภ.5 สั่งการ พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒน์กุล ผกก.สส.1คลี่คลายคดี

พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภ.5 จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒน์กุล ผกก.สส.1 นำชุดสืบสวนเข้าไปตรวจสอบร่วมกับตำรวจ สืบสวนพื้นที่อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะกล้องวงจรปิดโครงการโปลิสอายส์ ที่ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ จะเป็นเบาะแสสำคัญในการสืบสวนหาตัวคนร้าย พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพระเครื่องลงไปตามตลาดพระเพื่อหาเบาะแสคนร้ายรายนี้

ที่มา>>>Thairath

ตร.กรุงเก่าจับพ่อค้าของเก่า แจกยาบ้าชาวบ้าน ได้ของกลางกว่า 5 แสนเม็ด

ตร.สภ.อุทัย จับคนหาของป่าแจกยาบ้าให้ชาวบ้าน จึงขยายผลจนนำไปจับผู้ต้องหาได้พร้อมยึดยาบ้าได้จำนวนกว่า 5 แสนเม็ด และยาไอซ์อีกกว่า 10 กก. นำตัวไปสอบสวนอย่างละเอียดก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย…

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2559 พล.ต.ต.สุทธิ พ่วงพิกุล ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.สมบัติ ชูชัยยะ พ.ต.อ.ภูวดิษฐ์ ชนะคชภัทร รอง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.สส.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.สุริยา อยู่แพทย์ ผกก.สภ.อุทัย และ พ.ต.ท.มานพ ชาวไร่ สว.สส.สภ.อุทัย พร้อมด้วยชุดสืบสวน เข้าตรวจยึดยาบ้าจำนวน 5 กระเป๋าเป้ ซุกซ่อนอยู่ในป่าละเมาะหมู่ที่ 3 ต.ขยาย อ.บางปะหัน โดยพบยาบ้าทั้งสิ้น 552,000 เม็ด มูลค่านับสิบล้านบาท บรรจุในกระดาษห่อสีน้ำตาล มีสัญลักษณ์ วาย 1 และยังมียาไอซ์ประมาณ 10 กก. โดยเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ จนท.ทำการจับกุมตัวนายประจวบ กันเพชร อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 ม.1 ต.เนินมะกอก อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร พักที่บ้านไม่มีเลขที่ หน้าวัดโคกช้าง ต.อุทัย อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 100 เม็ดของกลางยาบ้า ที่ตร. จับได้กว่า 5 แสนเม็ด

พล.ต.ต.สุทธิ เปิดเผยว่า ก่อนที่จะจับกุมนายประจวบ ตนได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.ธานินทร์ ผิวละเอียด รอง ผกก.สส.สภ.พระนครศรีอยุธยา ว่ามีบุคคลนำยาบ้ามาจำหน่ายในราคาถูก และสืบทราบว่าบุคคลดังกล่าวมีที่อยู่ในท้องที่ สภ.อุทัย จึงได้ประสานกับ พ.ต.ท.มานพ สว.สส.สภ.อุทัย เพื่อสืบสวนขยายผล จนทราบว่านายประจวบ เป็นคนนำยาบ้ามาจำหน่ายให้กับคนในพื้นที่ และยังมีการแจกให้กับผู้ที่ติดยาแต่ไม่มีรายได้ โดยไม่คิดเงินด้วย จนท.จึงเข้าจับกุมได้

ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวต่อว่า นายประจวบ ผู้ต้องหาให้การว่า ตัวเองมีอาชีพหาของป่าขาย และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตนออกไปหาของป่าที่บริเวณหมู่ที่ 3 ต.ขยาย ที่เป็นจุดที่พบยาบ้าจำนวนมากนั้น นายประจวบ อ้างว่าได้พบกับรถกระบะยี่ห้อเชฟโรเล็ต สีขาว ไม่ติดป้ายทะเบียน และคนขับเห็นนายประจวบก็ขับหนีไปทันที โดยทิ้งเป็นกระเป๋าสะพายแบบเป้สีเขียวเอาไว้ 7 ใบ จึงเข้าไปตรวจดูพบเป็นยาบ้าจำนวนมาก ตนจึงทำการย้ายที่ซ่อนยาห่างจากจุดที่วางยาบ้าไม่มากนัก และนำเอากลับบ้านไป 1 กระเป๋า โดยภายในมียาไอซ์จำนวนกว่า 10 กิโลกรัม และยาบ้า จึงได้นำไปแจกจ่ายให้กับพรรคพวกที่ติดยา จนกระทั่งมาถูกจับกุมได้ หลังจากนั้น นายประจวบยังพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุม นางเรไร บุตรเพ็ธร อายุ 41 ปี และนางสาวพรรณรายณ์ ภิณโยผล อายุ 25 ปี ได้ที่บ้านพัก ม.2 ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งสองยอมรับสารภาพว่าได้รับยาบ้าจากนายประจวบจริง คน ละ 200 เม็ด โดยไม่ได้เสียเงินเลย และมาถูกจับกุมตัวดังกล่าว

พล.ต.ต.สุทธิ กล่าวด้วยว่า แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นฤดูกาลโยกย้าย แต่เมื่อทราบว่ามีการจำหน่ายยาบ้า ถึงจำนวนไม่มาก ตำรวจก็ยังต้องทำงานอย่างเต็มที่ จนนำไปสู่การยึดของกลางจำนวนมาก ส่วนยาบ้าจำนวนนี้ ดูจากสภาพของนายประจวบแล้วไม่หน้าจะเป็นพ่อค้ายาบ้ารายใหญ่ แต่ จนท.ยังไม่ปักใจเชื่อ ได้มีการนำตัวผู้ต้องหาไปขยายผลและสอบสวนอย่างละเอียด จากผู้ที่รับยาบ้าจากนายประจวบไป และจะสืบหาที่มาของยาบ้า โดยเฉพาะนายประจวบจะเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เบื้องต้น จนท.ตั้งข้อหามียาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ปาเจโร่หักหลบรถตัดหน้า เสยฟุตปาท สอยเก๋ง-จยย.รวม 6 คัน เจ็บ 3

หนุ่มผู้จัดการฝ่ายวิศวกร ขับรถกลับที่พักย่านมหาชัย เจอรถตัดหน้ากะทันหัน หักหลบชนเก๋ง-จยย. รวม 6 คัน ก่อนเหินขึ้นฟุตปาทชนตู้โทรศัพท์-เอทีเอ็ม มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 24 พ.ค. 59 ร.ต.ท.พลกฤษณ์ เกิดชัย รอง สว.สส.สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์เสียหายหลายคัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อปากทางเข้าหมู่บ้านเศรษฐกิจซิตี้ ฝั่งขาเข้าเมืองสมุทรสาคร ม.6 ต.นาดี อ.เมืองสมุทรสาคร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิการกุศลสมุทรสาครรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต สีขาว ทะเบียน ญน 5234 กรุงเทพมหานคร พุ่งขึ้นฟุธบาท ชนตู้โทรศัพท์-เอทีเอ็ม มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บมีแผลถลอกตามร่างกาย แขนและขาปวดบวมเนื่องจากล้มกระแทกพื้น นอนอยู่ที่ฟุตปาท 3 คน จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสมุทรสาคร นอกจากนี้ พบรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต สีขาว ทะเบียน ญน 5234 กรุงเทพมหานคร พุ่งขึ้นบนฟุตปาทชนอัดติดกับตู้เอทีเอ็มหน้าร้านห้างทองเยาวราชทวีสุข พังเสียหายทั้งตู้ และบนถนนพบรถจักรยานยนต์ถูกชนได้รับความเสียหายรวม 5 คัน ห่างออกไปประมาณ 10 เมตร มีรถยนต์โตโยต้า วีออส สีขาว ทะเบียน ฎธ 8377 กรุงเทพมหานคร ที่มาจอดขายของข้างทางถูกชนได้รับความเสียหาย 1 คัน รถเข็นขายเครปถูกชนเสียหายอีก 1 คัน และตู้โทรศัพท์สาธารณะอีก 1 ตู้ โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต

จากการสอบถาม นายเรวัตร พันธ์กว้าง อายุ 32 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร เป็นผู้จัดการฝ่ายวิศวกรของบริษัทแห่งหนึ่ง คนขับรถคันเกิดเหตุ กล่าวว่า กำลังขับรถกลับห้องพักที่อยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีมหาชัย ห่างจากที่เกิดเหตุไปประมาณ 5 กิโลเมตร โดยขับมาทางเลนซ้าย เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุปรากฏว่ามีรถยนต์ขับตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดจึงต้องหักหลบอย่างเร็ว ทำให้รถเสียหลักไปชนกับรถยนต์ที่จอดข้างทาง ก่อนชนรถจักรยานยนต์ที่มาจอดซื้อของ จากนั้นจึงพุ่งขึ้นบนฟุตปาทชนอัดติดกับตู้เอทีเอ็มดังกล่าวประชาชนจำนวนมากออกมามุงดูเหตุการณ์ อุบัติเหตุ

ทางด้าน นางฉันทนา แข็งพิลา อายุ 34 ปี แม่ค้ารถเข็นขายเครป บอกว่า ขณะเกิดเหตุนั้นเป็นช่วงที่คนมาซื้อของเริ่มบางตา รถจักรยานยนต์ที่มาจอดส่วนใหญ่เป็นรถที่มาซื้อของในร้านสะดวกซื้อจึงไม่มีใครนั่งอยู่กับรถ ซึ่งระหว่างที่กำลังยืนรอลูกค้าและคิดว่าอีกสักพักจะเก็บร้าน เห็นรถยนต์คันดังกล่าวพุ่งเข้ามาแล้วชนกับรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ข้างทางหลายคัน หนึ่งในนั้นเป็นรถจักรยานยนต์พ่วงข้างขายลูกชิ้นทอด แล้วก็พุ่งมาที่รถเข็นขายเครป โชคดีที่พ่อค้าแม่ค้าทั้งคู่กระโดดหลบทัน โดยรถคันก่อเหตุเฉียดปลายเสื้อไปนิดเดียว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัว นายเรวัตร รวมถึงเจ้าของรถที่เสียหายทุกคัน และพยานที่เห็นเหตุการณ์ ไปสอบปากคำเพิ่มเติม ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย.

ที่มา>>>Thairath

ฝนหนักที่เขาสก ซัดทางเบี่ยงขาด นทท.-ชาวบ้าน ถ่อแพข้ามคลองแทน

ฝนตกหนักที่เขาสก สุราษฎร์ธานี น้ำคลองเพิ่มระดับ ซัดทางเบี่ยงชั่วคราวขาด ขณะสร้างสะพานใหม่ นักท่องเที่ยวและชาวบ้านต้องใช้แพไม้ไผ่ ถ่อข้ามคลอง ซึ่งมีน้ำไหลเชี่ยว ด้านผู้ประกอบการแนะเร่งแก้ หวั่นกระทบการท่องเที่ยว …

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 24 พ.ค. ที่บริเวณทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสกต.คลองศก อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ยังคงช่วยกันลำเลียงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและประชาชนข้ามคลองสก ด้วยแพไม้ไผ่ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 23 พ.ค. โดยใช้เชือกเป็นตัวนำทางใช้กำลังแขน ดึงข้ามคลองที่เริ่มมีน้ำสูงขึ้นประมาณร้อยละ 40 ของความจุคลอง ที่สามารถรับน้ำได้ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงเหมาะสมในการล่องแก่งเพื่อการท่องเที่ยว แต่กลับเจอปัญหาสะพานทางเบี่ยงที่ใช้ชั่วคราวขณะกำลังสร้างสะพานข้ามคลองสก แบบวางท่อซีเมนต์และถมดินให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านได้สัญจรด้วยเท้าและรถยนต์เป็นการชั่วคราว ถูกน้ำที่เพิ่มขึ้นซัดขาด ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งที่เข้าไปเที่ยวด้านในไม่สามารถเดินทางสัญจรระหว่างที่พักกับร้านอาหารในยามค่ำคืนนายกฤษณะ รักกะเปา นายกสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวเขาสก เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย แต่ก็ส่งผลกระทบในภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่มีการวางแผนในการสร้างสะพานทางเบี่ยงที่เหมาะสมต่อเมืองท่องเที่ยว จึงเกิดปัญหาขึ้น โดยขณะนี้เริ่มมีการโพสต์ผ่านโซเชียลฯกันบ้างแล้ว แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เข้าใจ ซึ่งหลังจากนี้ทางผู้ประกอบการ ฝ่ายปกครองและท้องถิ่น จะเร่งดำเนินการแก้ไขเหตุเฉพาะหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว และแก้ไขปัญหาในระยะยาวจนกว่าสะพานจะสร้างเสร็จสิ้นเพื่อลดปัญหาการขาดทุนจากการยกเลิกทริปท่องเที่ยวเขาสกนายกฤษณะ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อรีสอร์ตที่อยู่ด้านในประมาณ 15 แห่ง และชาวบ้านอีกกว่า 50 ครัว ที่ได้รับผลกระทบจากการสัญจรที่ถูกตัดขาด ซึ่งผู้ประกอบการต้องใช้ทางอ้อมเกือบ 20 กิโลเมตร ในการนำนักท่องเที่ยวเข้าพัก แต่การสัญจรมายังแหล่งบริการอาหารและแหล่งการค้า ทำได้โดยการข้ามคลองด้วยแพ แต่ก็มีความเสี่ยง

ด้านนายภิญโญ หวังสุทธิ์ นายอำเภอพนม ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่อาจถูกยกเลิกการท่องเที่ยวเบื้องต้นนายกฤษณะ จะได้ประสานทางสมาชิกให้ใช้เส้นทางอ้อมในการขนส่งนักท่องเที่ยวงดการใช้เส้นทางหลักที่มีปัญหาเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ส่วนผู้ประกอบการร้านค้า ก็รับสภาพในช่วงนี้ไปก่อน เพื่อรอการแก้ไขของเจ้าหน้าที่ ซึ่งตนเองก็อยากเสนอให้หยุดการสร้างสะพานไปก่อน เพราะจะทำได้ยากในช่วงหน้าฝน และให้นำสะพานแบริ่งที่แข็งแรงมาแก้ไขปัญหาจนกว่าจะหมดฤดูฝน

ที่มา>>>Thairath

ทุบเกาะกลาง สร้างเอ็กซ์เพรสเลน แก้รถติดข้ามพม่า

ถนนสายแม่สอด-ริมเมย รถบรรทุกนับพันคันจอดรอทำเอกสารราชการ อีกทั้งการสัญจรค่อนข้างหนาแน่น ผอ.ทางหลวงที่ 4 เร่งขยายเลนถนน เพื่อเพิ่มช่องทางสัญจร ก่อนสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 จะสร้างเสร็จ…

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ถนนสายแม่สอด-ริมเมย ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานศุลกากรแม่สอด แต่ละวันจะมีรถบรรทุกต่างๆ นับพันคัน มาจอดรอเพื่อทำเอกสารทางราชการส่งออกสินค้าไปยังฝั่งจังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา รวมทั้งสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา อยู่ในบริเวณเดียวกันส่งผลให้สองข้างทางแออัดไปด้วยรถที่จอดรอทำให้การจราจรค่อนข้างติดขัดตลอดทั้งวัน อีกทั้งบริเวณดังกล่าวมีโรงเรียนหลายแห่ง และยังมีสนามบิน รวมถึงสถานีขนส่งผู้โดยสาร สร้างความเดือดร้อนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมากด้าน นายจงจิตร เต็งยะ ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 4 ได้เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความแออัดของรถบรรทุกทางกรมทางหลวงได้มีการประชุมและมีความเห็นว่า การแก้ปัญหาที่ดีและเร็วที่สุด คือการรื้อเกาะกลางถนนเพื่อเพิ่มผิวจราจรอีกข้างละเลนให้รถส่วนบุคคลหรือรถเล็กได้ใช้ในการสัญจรได้สะดวกและรวดเร็ว หากรอสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 การก่อสร้างยังต้องใช้เวลาเป็นปีจะไม่ทันการ

ที่มา>>>Thairath