กินยังไงให้หน้าใสไร้สิว‬

กินยังไงให้หน้าใสไร้สิว‬

ก่อนอื่นต้องขอบอกเลยนะคะว่าสิ่งที่เรากินเข้าไปนั้นมีผลกับร่างกายและผิวพรรณของเราแน่นอน.. หมอขอยืนยันนั่งยันนอนยันกันไปเลย

ยกตัวอย่างเช่น..

คนที่ชอบทานเครื่องเทศและผักตระกูลหัวหอม –> กลิ่นตัวแรง

คนที่ชอบทานมะเขือเทศ มะละกอสุก แครอท น้ำส้ม หรือพืชผักผลไม้ใดๆ ที่สีส้มสีเหลือง –> ผิวก็จะมีสีเหลือง

Tips: ใครที่ชอบทานอยู่ลองเทียบสีของฝ่ามือกับเพื่อนดูนะคะ ถ้าเหลืองกว่าชัดเจนแนะนำให้หยุด 3-6 เดือนเพื่อความปลอดภัยของร่างกายนะคะ ลองคิดง่ายๆ นะคะว่า..ผิวยังเหลืองขนาดนี้ได้แล้วอวัยวะอื่นจะเป็นยังงัย

แน่นอน.. คนที่รักษาสิวเท่าไหร่ก็ไม่หาย–> ลองปรับเรื่องอาหารดูมั้ยคะ.. เผื่อจะเป็นคำตอบของผิวสวยไร้สิวกันคราวนี้มาดูกันว่าอาหารอะไรบ้างที่มีผลกับสิว..
ปัจจุบันมีอาหารแค่ 2 อย่างเท่านั้นที่เค้าพิสูจน์มาให้เรียบร้อยแล้วว่าเกี่ยวข้องกันกับการเกิดสิว (ไม่รวมยาและวิตามินนะคะ)

1. อาหารที่มี glycemic index สูง คืออะไร?!?!
ไม่คุ้นหูไม่คุ้นชิน หมอก็ไม่คุ้นชินค่ะ แต่คนที่เป็นเบาหวานเค้าจะรู้จักกันดี

สรุปง่ายๆ อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่กินปุ๊บ.. ระดับน้ำตาลในเลือดฟุ่งสูงปั๊บ..เช่น ของหวานทั้งหลาย น้ำอัดลม น้ำผลไม้

ดังนั้นควรเลือกทานแต่อาหารที่มี glycemic index ต่ำ คือพวกคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยสูง หวานน้อย เช่น ข้าวกล้อง whole grain มันเทศ ข้าวโพด แครอท เลือกทานผลไม้มากกว่าน้ำผลไม้เพราะมีกากที่ขัดขวางทางดูดซึมของน้ำตาล

แล้วมันดีเลิศอย่างไร?… แล้วจะทึ่ง
*ลดฮอร์โมนเพศชายที่ก่อสิว
*ลดขนาดต่อมไขมัน –> สิวลด หน้ามันน้อยลง
*ลดสารอักเสบที่ผิว –> ลดความรุนแรงของสิว

แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องทาน ‪#‎อย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป‬ นะคะถึงจะเห็นผล.. อย่าใจร้อน

คิดซะว่า.. ฝึกทานอาหารหวานน้อยเพื่อช่วยลดสิวในวันนี้ และยังช่วยลดการเกิดเบาหวานในวันข้างหน้าอีกด้วยนะคร้าาาา
2. นม..
ทำไมต้องนม???
ลองคิดตามนะคะ.. นมมาจากแม่วัว.. แม่วัวที่มีนมคือแม่วัวที่เพิ่งคลอดลูก.. แม่วัวเพิ่งคลอดมีฮอร์โมนสูง.. แน่นอนว่าในนมก็ต้องมีฮอร์โมนสูงงงงง.. เรากินฮอร์โมนเข้าไป.. สิวก็มา
โยเกิร์ตและชีสต์.. ไม่มีผลกับสิว
ลองเลี่ยงมาทานพวกนี้แทนดูค่ะ

พอรวม 2 ข้อเข้าด้วยกันอาหารที่ควรเลี่ยงที่สุด 
ไอศกรีม
เครื่องดื่มที่ใส่นมน้ำตาล
Chocolate

ที่มา>>>Sanook

สาวสุพรรณฯ ซื้อคอหมูย่างมากิน เคี้ยวเข้าไปเต็มๆ “เข็มฉีดยา” ทิ่มกระพุ้งแก้ม!

วันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีหญิงสาวรายนึงได้โพสต์ภาพลงเฟสบุ๊ก มีชื่อว่า Nemo Wannarot โดยมีข้อความว่า  “กินหมูแล้วเจอไอ้นี่ ถ้ากินลงไปทิ่มกระเพาะเค้าจะรับผิดชอบไหม” แล้วอัพภาพลงโดยในภาพมีคอหมูย่างมีลักษณะเป็นชิ้น และมีวัสดุคล้ายเข็ม อยู่ในเนื้อหมู  ล่าสุดผู้สื่อข่าวจึงได้พยายามติดต่อไปยังหญิงสาวรายดังกล่าว โดยทราบชื่อต่อมา คือ นางสาว วรรณรท ขำดี อายุ 25 ปี เป็นคน จ.สุพรรณบุรีซึ่งนางสาววรรณรท ขำดี ได้กล่าวว่า ตนเองและแม่ได้ไปซื้อคอหมูย่าง มากินเมื่อวาน ปรากฏว่าว่าระหว่างที่กำลังกินเข้าไป  พบว่ามีวัสดุแปลกๆ ไปทิ่มเข้าบริเวณกระพุ้งแก้ม ก็เลยรีบคายออกมาดู ปรากฏว่า วัสดุที่ออกมานั้นมีลักษณะคล้ายเข็มฉีดยา ยาวประมาณ 3 ซม. ตนและแม่จึงพากันตกใจเพราะตอนไปซื้อก็ยังเห็นแม่ค้าหั่นหมูตามปกติ ไม่เห็นมีอะไร แต่พาทานเข้าไปดันเจอเข็มไปอยู่เนื้อหมู จากนั้นตนได้นำภาพดังกล่าวไปในเฟสบุค เพื่อนๆ ในเฟสก็ต่างพากันแชร์กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนเองมีเจตนาที่อยากจะเตือนทุกคน ที่เวลากินอะไรก็ต้องระวังด้วย เนื่องจากหากกลืนลงไปอาจเป็นอันตรายได้ และนี่ก็โชคดีที่ไม่ได้กลืนลงไป แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเป็นเด็กๆ  อาจจะกลืนลงไป  ตนจึงอยากให้เรื่องนี้เป็นอุททาหรณ์สำหรับผู้เลี้ยงสุกร และพ่อค้าแม่ค้าที่นำหมูมาขายให้ลูกค้า ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นกว่านี้ เพราะอาจเกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคได้ แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้โกรธแม่ค้า เพราะคิดว่าเค้าคงไม่ได้ตั้งใจทำ เพราะเค้าก็ไม่รู้เหมือนกัน

จนเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา นางสาววรรณรท ได้นำเข็มฉีดยาที่อยู่ในหมูไปให้แม่ค้าที่ตนเองซื้อหมูย่างมา ซึ่งแม่ค้าถึงกับตกใจ และไม่รู้จริงๆ ว่ามีเข็มอยู่ในนั้น โดยแม่ค้าคนดังกล่าวบอกว่า รับซื้อหมูมาอีกที จากพ่อค้าที่ซื้อขายกันเป็นประจำ โดยซื้อเนื้อหมูมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ทราบว่ามีเข็มฉีดยาอยู่ในนี้ วันนี้พอน้องเค้ามาบอกและเอาเข็มที่เจอในเนื้อหมูมาให้ ก็รู้สึกตกใจและจะนำเข็มฉีดยาไปให้กับผู้ขายหมูต่อไป เพื่อไปสอบถามถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

ทางผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังปศุสัตว์ จังหวัดสุพรรณบุรี ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว สามารถจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ หากมีเข็มฉีดยาหัก แล้วฝังอยู่ในเนื้อหมู ซึ่งได้รับคำตอบว่า กรณีแบบนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ หากผู้เลี้ยงสุกร เกิดการประมาท และไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด คงต้องฝากเตือนไปยังผุ้เลี้ยงสุกร ขอให้มีความรอบคอบ  และไม่ประมาท เลินเล่อ เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

ที่มา>>>ข่าวสด

ควาญพาช้างมากินใบไผ่ แต่เกิดพลาด-งวงไปโดนสายไฟแรงสูง ถูกชอร์ตจนล้มน่าเวทนา

 เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 25 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านพื้นที่หมู่ 2 บ้านเขาตอกใต้ ต.เขาตอก อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี ว่ามีช้างพลายถูกกระแสไฟฟ้าชอร์ตจนล้ม จึงเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบช้างพลายสิงห์ทอง อายุ 24 ปี ล้มตายติดกับกอไผ่อย่างน่าเวทนา จากการสอบถามนายทนงชัย ชูรักษ์ อายุ 37 ปี ชาวอ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าของช้างทราบว่า ช้างตัวดังกล่าวได้มารับจ้างลากไม้ในพื้นที่ โดยมีนายจักร ไม่ทราบนามสกุล เป็นควาญช้าง ก่อนเกิดเหตุนายจักรนำช้างมาผูกไว้กับกอไผ่ เพื่อให้กินอาหาร ขณะที่กำลังใช้งวงแกว่งไปมากับลำไม้ไผ่ เกิดไปพาดกับสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ทำให้กระแสไฟฟ้าชอร์ตจนล้มดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

แชร์ว่อนพยาบาลสาวสวมชุดนอน ช่วยระทึก!หญิงท้องคลอดลูกบนรถซาเล้ง

 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อสุจิตรา สังข์เพชร โพสต์ข้อความระบุว่า “มาเกิดหน้าบ้านคุณหมอดึกดึก ก็ต้องตื่นมาช่วย” พร้อมรูปภาพและคลิปหญิงสาวสวมใส่ชุดนอน กำลังทำคลอดเด็กทารก ที่เกิดจากแม่ที่นั่งอยู่บนรถซาเล้งพ่วงข้างที่จอดอยู่ริมถนน ก่อนจะมีพยายาลพร้อมรถกู้ชีพ EMS เข้ามาช่วยเหลือ ในช่วงเวลา 22.20 น. วันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา จนมีผู้แชร์คลิปดังกล่าวและชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของนางฟ้าคนดังกล่าว ซึ่งทราบเบื้องต้นว่าเป็นพยาบาลกันจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งเป็นของน.ส.สุจิตรา สังข์เพชร พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านย่านมะปราง อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ในคลิปดังกล่าว น.ส.สุจิตรา กล่าวว่า คลิปดังกล่าวสามีตนเองเป็นคนโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่ตนเองกำลังจะอาบน้ำและคนภายในบ้านกำลังจะเข้านอนพักผ่อน ก็มีเพื่อนบ้านโทรเข้ามาว่า มีคนจะคลอดลูกที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 297 หมู่ 1 ต.บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเปิดเป็นคลีนิคชื่อ 44 คลีนิค ตนจึงเปิดประตูบ้านลงไป พบหญิงสาวชาวเมียนมา มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และมีศีรษะเด็กโผล่ออกมาจากช่องคลอด ขณะนั่งอยู่บนรถพ่วงข้าง ทะเบียน ขตต 349 สุราษฎร์ธานี จึงทำคลอดเด็กผู้ชายในเวลา 21.45 น. และทำการปฐมพยาบาลแม่เด็กในเบื้องต้น ด้วยการให้น้ำเกลือเนื่องจากมีอาการซีดเซียว ก่อนจะโทรเรียกรถ EMS โรงพยายาลคีรีรัฐนิคม เข้าให้การช่วยเหลือและรับตัวส่งต่อโรงพยาบาล

น.ส.สุจิตรา กล่าวต่อว่า สำหรับการช่วยเหลือชาวเมียนมาในการทำคลอดดังกล่าว ถึงแม้ว่าไม่ได้สวมชุดยูนิฟอร์มพยายาบาลก็ตาม แต่ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ ทำให้มีความพร้อมตลอดเวลาที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และรู้สึกดีใจที่ได้ช่วยเหลือชีวิตเด็กคนดังกล่าวเอาไว้

ที่มา>>>ข่าวสด

หนูน้อยร้องไห้จ้าในโรงแรม ที่แท้พ่อแม่ทิ้งไว้ลำพัง ข้ามไปเล่นพนันกันที่ปอยเปต

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. พ.ต.ชาญ ว่องไวเมธี ได้รับแจ้งจากนายศักดิ์ชัย ไวศยะกุล เจ้าของห้องเช่า เอส พี เฮ้าส์ เลขที่ 87/27 ถนนสุวรรณศร  กม.5 ฝั่งขวา บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ว่าได้ยินเสียงเด็กร้องจ้ามาจากห้อง ที่ 26 ชั้น 2 ของโรงแรม หลังรับแจ้งจึงรีบเดินทางเข้าไปตรวจสอบ เมื่อนำกุญแจสำรองไขเข้าไปภายในห้อง พบเด็กทารกอายุ ประมาณ 3 เดือน นอนร้องจ้าอยู่บนเตียง ข้างๆ ตัวเด็กพบกระเป๋าสะพายสีฟ้าภายในมีเอกสาร สูติบัตรและสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวเด็กแรกเกิดของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ระบุชื่อเด็ก และอายุ ว่า 3 เดือน

นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานของบิดาเด็ก อายุ 40 ปี  มีที่อยู่ในซอยประชาอุทิศ 1 แขวงดอนเมือง กรุงเทพฯ พร้อมด้วยชื่อมารดาของเด็ก ทางทหารพรานจึงโทรศัพท์ติดต่อไป พ่อเด็กบอกว่าขณะนี้กำลังเล่นการพนันอยู่ที่บ่อนปอยเปต ประเทศกัมพูชา ร.ท.สิทธิศักดิ์ ชูฤทธิ์ รอง ผบ.ร้อยทหารพราน จึงสั่งให้ข้ามมารับลูกในทันที  ขณะกำลังรอพ่อเด็ก นายทหารจึงได้จัดหานมมาให้เด็กดื่มก่อน กระทั่งเมื่อพ่อเด็กมาถึงจึงสอบถาม ได้ความว่า พ่อและแม่เด็กผลัดกันเข้าไปเล่นพนันคนละวัน  แต่วันนี้แม่เด็กแอบตามไปเล่นด้วยโดยทิ้งลูกไว้เพียงลำพัง  เจ้าหน้าที่จึงได้นำพ่อเด็กส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึกดำเนินการต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

เปิดใจทันที มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์คนใหม่ “น้ำตาล” สู้ชีวิต ช่วยพ่อแม่ทำงานตั้งแต่ป.4

ประกาศผลกันไปแล้วอย่างครึกครื้นที่พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ในคืนวันเสาร์ที่ 23 ก.ค. สาวผู้เข้าประกวดหมายเลข 14  น้ำตาล – ชลิตา ส่วนเสน่ห์ อายุ 21 ปี พิชิตมงกุฎมิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2016 ไปได้ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้อง เจ้าของส่วนสูง 169 ซ.ม.  กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ปี 3 คณะวิทยาศาสตร์ วิชาเอก จุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

หลังจากตอบคำถามบนเวทีถึงเหตุผลที่มาประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์  ว่าเป็นเวทีที่ทรงคุณค่าและมีเกียรติของผู้หญิงไทย เชื่อว่าจะพาตนไปสู่มิสยูนิเวิร์สได้  สาวงามก็มาเปิดใจหลังเวทีอีกครั้ง “ดีใจที่ได้รับตำแหน่งสุงสุดของการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ตำแหน่งนี้เป็นความฝันของผู้หญิงทั้ง 40 คนที่ได้เข้ารอบ ตาลได้ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตำแหน่งนี้มาค่ะ”

“คิดว่าจุดเด่นที่ชนะใจกรรมการคือความเป็นตัวของตัวเองที่ใส่ในทุกกิจกรรมของกองประกวด ทำทุกกิจกรรมให้สนุก ก่อนมาประกวดได้ปรับบุคลิกภาพตัวเองทั้งการพูดและการเดิน รวมถึงการลดน้ำหนักค่ะ” “ชีวิตที่ผ่านมาตาลเป็นคนสู้ชีวิต จำความได้ว่าตั้งแต่ป.4 ก็เริ่มทำงานเพื่อหาเงิน โดยตอนนั้นคุณแม่เป็นแม่บ้าน ตาลได้ไปช่วยแม่ทำทุกอย่าง เห็นแม่เป็นตัวอย่าง ทำให้ตาลมีความสุขกับการที่เราได้ทำงานที่อาจจะเหนื่อยบ้าง แต่เราก็ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำและมีความสุข ตาลยังเคยเป็นเด็กเสิร์ฟที่สนามบินสุวรรณภูมิ เงินที่ได้บางส่วนนำมาให้พ่อกับแม่ อีกส่วนเก็บไว้ซื้อกล้องถ่ายรูป”  “การมาประกวดครั้งนี้ตาลบนไว้ว่าถ้าได้เข้ารอบ 10 คนจะไปถวายเครื่องสักการะชุดเล็กที่พระพรหมเอราวัณ และถ้าได้เป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์จะแต่งหน้ารำถวายที่ศาลท้าวมหาพรหม ตาลเคยเรียนรำนาฏศิลป์มาค่ะ” เมื่อให้บรรยายถึงนิสัยส่วนตัว น้ำตาลกล่าวว่าเป็นคนร่าเริง สนุกสนานและเป็นคนลุยๆ แต่ถ้างานไหนที่จะต้องเรียบร้อยก็สามารถเป็นคนเรียบร้อยได้ด้วย  นางงามที่ชื่นชอบคือคนที่เพิ่งสวมมงกุฎให้  แนท อนิพรณ์ มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2015 นั่นเอง เห็นว่าพี่แนทมีความสง่า เดิน และยิ้มเป็นตัวของตัวเอง เป็นนางแบบที่พลิกเป็นนางงามได้ด้วยความตั้งใจ

สำหรับความพร้อมที่จะเป็นตัวแทนประเทศไทย ตอนนี้พร้อมค่ะ และพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองด้วย อยากฟิตหุ่นให้มากขึ้นโดยเฉพาะต้นขาให้ดูเฟิร์ม รวมทั้งภาษาอังกฤษเพื่อให้สื่อสารได้ดียิ่งขึ้น มาถึงคำถามเรื่องคนรู้ใจ ได้คำตอบว่า “ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ สเป๊กหนุ่มไม่ได้เลือกที่รูปร่างหน้าตา เลือกคนที่เขารักเรา รักครอบครัวเรา และเข้ากับครอบครัวเราได้ค่ะ” ด้านคุณพ่อคุณแม่ที่ต่างเป็นชาวจังหวัดยโสธร ได้แก่ สรนันท์ ส่วนเสน่ห์ อายุ 39 ปี และคุณแม่ชุติกาญจน์ ส่วนเสน่ห์ อายุ 43 ปี ที่มาเชียร์ถึงขอบเวที ให้สัมภาษณ์ด้วยเช่นกัน

เริ่มที่คุณแม่ก่อน  คุณแม่ชุติกาญจน์ เป็นพนักงานบริษัท คิง พาวเวอร์  ให้สัมภาษณ์ว่ามีลูกสาว 2 คน น้ำตาลเป็นลูกสาวคนโต ชอบการประกวดนางงามมาก เห็นแววมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ตอนนั้น น้ำตาลเอามงกุฎแม่ที่ชนะการประกวดนางสงกรานต์มาใส่ ทำให้น้องชื่นชอบและอยากเป็นนางงามมมาตลอด น้ำตาลเป็นคนสู้ชีวิต เป็นคนน่ารัก แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก  ในการมาประกวดครั้งนี้ได้ให้กำลังใจลูกเสมอ ตอนแรกไม่ได้คาดคิด แต่ด้วยความที่ลูกเป็นคนจิตใจดีและจริงใจกับทุกคน ทำให้แม่รู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่าลูกจะได้รับตำแหน่ง  “ดีใจที่น้องประสบความสำเร็จ เชื่อในจิตใจน้องที่เป็นคนจิตใจดี น่ารัก เปิดใจให้กับทุกคนได้เข้ามา การประกวดครั้งนี้แม่ขอพรกรมหลวงชุมพรฯ ที่อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บนไว้ว่าถ้าได้ตำแหน่งจะแก้บนด้วยประทัด 1 แสนดอก” คุณแม่กล่าว

ด้านคุณพ่อสรนันท์  พนักงานขับรถบริษัทแห่งหนึ่ง กล่าวว่าน้ำตาลเป็นลูกกตัญญู ช่วยครอบครัวทำงานและดูแลพ่อแม่เสมอ ขอบคุณที่ลูกเป็นลูกของพ่อ และขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาสครอบครัวของเรา

ที่มา>>>ข่าวสด

สลด!สองผัวเมียลงซ่อมป๊มน้ำบ่อบาดาลลึก 7 เมตรขาดอากาศดับ 2 ศพทิ้งลูกต้องเป็นกำพร้า

 เมื่อวันที่ 23 ก.ค. พ.ต.ท.สุวิชา เตชะวรรณวุฒิ รองผู้กำกับการปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับแจ้งเหตุจากนายบรรจง ไวธัญกิจ ชาวบ้าน หมู่ 15 ตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ว่าเกิดเหตุมีผู้จมน้ำในบ่อเสียชีวิตเป็นชายหญิง 2 ราย เหตุเกิดบริเวณที่ก้นบ่อบาดาลกลางทุ่งนา ถนนสายบ้านเต็งงาม หมู่ 15 ตำบลเทพนคร เป็นทางแยกตรงข้ามสหกรณ์นิคมวังพระธาตุ แยกจากถนนสายกำแพงเพชร-ท่ามะเขือไปประมาณ 8 กิโลเมตร เข้าบ้านเต็งงาม จึงรีบประสานหน่วยกู้ภัยสว่างธรรมสถานกำแพงเพชร และศูนย์กู้ชีพเทศบาลเทพนคร รีบรุดไปตรวจสอบท่ามกลางฝนที่กำลังตกอย่างหนัก ที่เกิดเหตุพบซึ่งเป็นบ่อบาดาลมีความกว้างประมาณ 1.50 เมตร ลึกกว่า 7 เมตร (14 วงบ่อ) มีผู้นอนอยู่ก้นบ่อบาดาลที่มีน้ำไม่มากนัก 2 คน คาดว่าเสียชีวิตแล้ว ความลึกของบ่อไม่รู้กี่เมตร เจ้าหน้าที่ได้ทดลองจุดเทียนไขแล้วผูกเชือกหย่อนลงไปในบ่อ ขณะลงไปได้แค่ 2-3 วงบ่อเทียนก็ดับ จึงได้แจ้งประสานไปยัง ชุดกู้ภัย ERT ของ ปภ.เขต 8 เพื่อขอความช่วยเหลือนำชุดกู้ภัยมาปฏิบัติงาน เนื่องจากคาดว่าภายในบ่อจะขาดอากาศและมีก๊าซที่เป็นอันตราย ซึ่งกว่าจะนำร่างทั้ง 2 ของผู้เสียชีวิตขึ้นจากก้นบ่อได้ ก็เป็นเวลาประมาณ 01.00 น.วันที่ 23 ก.ค. ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ ก่อนนำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย ส่งโรงพยาบาล จากการสอบสวนเสียชีวิตทั้ง 2 รายเป็นสามี-ภรรยา และเมื่อช่วงเช้าวันเกิดเหตุมาช่วยกันหว่านข้าวในนาร่วมกันกับเพื่อนบ้านอีกหลายคน จนพบเห็นครั้งสุดท้ายเวลา 18.00 น. จนเกือบ 21.00 น. ทั้ง 2 ก็ยังไม่กลับเข้าบ้าน เพื่อบ้านจึงช่วยกันค้นหา จนกระทั่งมาพบร่างของทั้ง 2 อยู่ที่ก้นบ่อบาดาลดังกล่าวโดย ฝ่ายสามีชื่อนายปรีชา เกิดน้อย อายุ 39 ปี และภรรยาชื่อนางกัลยา เกิดน้อย อายุ 37 ปี ทั้งสองมีบุตรสาว 2 คน ยังเรียนอยู่ทั้งคู่ คนโตอยู่ชั้นม.2 ส่วนคนเล็กอยู่ชั้น ป.3 จากการสอบสวนที่เกิดเหตุเป็นทุ่งนา และพบกลุ่มชาวบ้านมุงดูเหตุการณ์อยู่จำนวนมาก ตรวจสอบบริเวณบ่อน้ำเก่า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50 เมตร ความลึกประมาณ 7 เมตร บริเวณก้นบ่อพบศพนางสุกัญญา และนายปรีชา เกิดน้อย อยู่บ้านเลขที่ 146 หมู่ที่ 15 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองจังหวัดกำแพงเพชร สภาพศพนางสุกัญญา นอนทับร่างนายปรีชา อยู่บริเวณก้นบ่อ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าประเมินสถานการณ์พร้อมกับนำเทียนไขจุดไฟหย่อนลงไปในบ่อเพื่อดูอากาศ ปรากฏว่าภายในบ่อดังกล่าวไม่มีอากาศอยู่ จึงไม่สามารถลงไปนำศพผู้เสียชีวิตทั้งสองขึ้นมาได้ จึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยเขต 8 นำอุปกรณ์พร้อมเชือกลงไปผูกติดกับศพ ก่อนจะช่วยกันลำเลียงศพผู้เสียชีวิตขึ้นมาจากบ่อน้ำ ทั้งสองเสียชีวิตจากอาการขาดอากาศหายใจอย่างเฉียบพลัน โดยมีญาติของผู้เสียชีวิตร้องไห้อย่างเศร้าโศกอยู่ใกล้ๆ กับศพ

สอบถามนางอำพร เกิดน้อย อายุ 70 ปี มารดาของนายปรีชา ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตทั้ง 2 มาทำนาข้าวบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้า จนกระทั่งเวลา 21.00 น. ตนไม่เห็นทั้งสองกลับบ้าน จึงได้โทรศัพท์หา แต่ไม่มีใครรับสาย จึงรู้สึกผิดสังเกต จึงให้ญาติและเพื่อนบ้านช่วยกันออกตามหา จนกระทั่งมาเจอทั้งสองนอนเสียชีวิตอยู่ภายในบ่อน้ำดังกล่าว

สำหรับบ่อน้ำดังกล่าวเป็นบ่อน้ำเก่าที่ใช้กักเก็บน้ำไว้ในช่วงฤดูแล้ง แต่ปัจจุบันเว้นจากการใช้งานมาหลายเดือน รวมทั้งอุปกรณ์ปั๊มน้ำอาจจะชำรุดเสียหาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดน่าจะเกิดอาการขาดอากาศหายใจ เนื่องจากด้านล่างบ่อค่อนข้างเล็ก ประกอบกับสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้มีออกซิเจนไม่พอเพียง เมื่อนายปรีชาลงไปซ่อมปั๊มน้ำแล้วเกิดหมดสติ นางสุกัญญาคงจะลงไปช่วยสามี แต่เกิดหมดสติไปอีกรายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตทั้งคู่ หลังจากแพทย์โรงพยาบาลกำแพงเพชร ชันสูตรพลิกศพแล้วนำร่างของ 2 สามีภรรยาผู้โชคร้ายมาบำเพ็ญกุศลที่วัดเทพนคร

ที่มา>>>ข่าวสด

ไฟเผาวอด 3 ชั้นร้านข้าวต้มเก่าย่านปทุมวันกลางดึก คาดไฟฟ้าลัดวงจร

 เมื่อเวลา 04.10 น. วันที่ 23 ก.ค. ร.ต.อ.พิชัย คำพุธ รอง สารวัตร (สอบสวน) สน.ปทุมวัน รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ ถนนพระราม 6 ใกล้แยกจรัสเมือง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม.จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.ศรายุทธ บุญธรรม รอง ผกก.ป.สน.ปทุมวัน ตำรวจ สน.ปทุมวัน เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู พร้อมประสานรถน้ำดับเพลิงจาก สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร จำนวน 5 คัน รุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ สูง 3 ชั้น ปลูกติดกันหลายคูหา โดยหลังต้นเพลิงชั้นล่างเปิดเป็นร้านข้าวต้ม พบแสงเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากด้านหลังร้าน ก่อนลุกลามไปยังคูหาข้างเคียงเลขที่ 16/17 จนทำให้เสียหายอาคารพาณิชย์หลังดังกล่าวอย่างรวดเร็วทั้ง 3 ชั้น ประกอบกับอาคารมีสภาพเก่าทรุดโทรมและทางเข้าคับแคบ ทางเจ้าจึงต้องลากสายยางระดมหัวฉีดน้ำ ใช้เวลากว่า 30 นาที เพลิงจึงสงบ โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน สอบสวน นายปริตต์ สุวรรณบุตร อายุ 27 ปี เจ้าของอาคารพาณิชย์คูหาที่ถูกไฟลุกลาม เล่าว่า ตนพักอาศัยกับเครือญาติ ในบ้านหลังดังกล่าวเกือบ 20 ชีวิต โดยก่อนเกิดเหตุตนออกไปทำงานแล้วแฟนสาวโทรศัพท์มาบอกว่ามีไฟไหม้ ตนจึงรีบกลับมาพบว่าไฟได้ลุกไหม้จากหลังร้านข้าวต้ม ซึ่งเป็นห้องเก็บของจนลุกลามมาบ้านของตน โชคยังดีที่ตนพาครอบครัวขนของมีค่าออกมาได้ก่อน แต่ก็เสียใจและตกใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นทางตำรวจสันนิษฐานสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวร้านอาหารต้นเพลิงได้ปิดไปแล้ว อีกทั้งร้านนี้ทำการประกอบอาหารด้านหน้าร้าน อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ต้องทำการสอบปากคำพยานแวดล้อม พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานมาทำการตรวจที่เกิดเหตุอีกครั้ง ก่อนสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

โจ๋ดับ 3 ศพกระบะกลับจากดูคอนเสิร์ตพลิกคว่ำพุ่งชนบ้านสาหัสอีก 5 สยองที่หล่มสัก

 เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 22 ก.ค. พ.ต.ต.มิตร พุทธา พนักงานสอบสวนปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร สภ.หล่มสัก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำถนนสายสระบุรี-หล่มสัก ฝั่งขาล่อง บริเวณหน้าร้านเจ๊โส หมู่ที่ 12 ต.น้ำชุน อ.หล่มสัก มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จึงพร้อมด้วยอาสามูลนิธิร่วมกตัญญูหล่มสัก รุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบรถกระบะ ยี่ห้อเชฟโรเลต สีขาว ทะเบียน บว9595 เพชรบูรณ์ พลิกคว่ำอยู่ข้างทาง สภาพพังยับเยิน มีผู้ได้รับบาดเจ็บกระเด็นออกมานอนเกลื่อนอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ และยังมีบางส่วนติดอยู่ภายในซากรถ เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูหล่มสักจึงได้ช่วยกันใช้เครื่องมือตัดถ่างนำร่างออกมา พบผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุคือนายเลิศศักดิ์ สิทธิใจ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68/1 ม.4 ต.ปากดุก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ส่วนอีก 7 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลหล่มสัก แต่ต่อมามีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม เนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหวอีก 2 รายได้แก่ นายนราวิชญ์ สาตุ่น อายุ 19 ปี และนายศักดิ์ชาย ขีดวัน อายุ 20 ปี ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 5 รายประกอบด้วย 1.นายวัชรัศนิ์ มาสี อายุ 41 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถ ขณะนี้อาการสาหัสนอนรักษาตัวอยู่ในห้อง ไอซียู 2.น.ส.ทิพานัน โพธิคำ อายุ 25 ปี 3.นายปรมินทร์ สุขตะโก อายุ 27 ปี 4.นายปิยวัฒน์ ภัคดี อายุ 20 ปี และ 5.น.ส.ศิรินภา คันธิราช อายุ 21 ปี จากการสอบสวนทราบว่าทั้งหมดกลับมาจากการชมคอนเสิร์ตคอกเทลเบียร์ช้าง ในเขตอำเภอหล่มสักก่อนเกิดเหตุเดินทางกลับบ้าน โดยมีนายวัชรัศนิ์ เป็นคนขับรถคันเกิดเหตุ โดยชาวบ้านให้การว่าขับมาด้วยความเร็ว เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุอาจจะเกิดอาการหลับในหรืออาจจะขับรถหลบสิ่งกีดขวาง รถเสียหลักพุ่งลงข้างทาง พลิกหลายตลบและพุ่งชนบ้านเรือนของชาวบ้าน ที่อยู่ข้างทางทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

เปิดชีวิต..”ครูจักร” ครูอินดี้ผู้โด่งดังในสังคมโซเชียล – อดีตนักร้องนำ “วงรามสูร”


วันที่ 21 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีสังคมออนไลน์พากันชื่นชม ครูสอนคณิตศาสตร์ของโรงเรียนนจังหวัดสุรินทร์ ที่สอนนักเรียนด้วยลีลาเฉพาะตัว ทำให้เด็กนักเรียนมีความเข้าใจและอยากมีส่วนร่วมกับการเรียนมากยิ่งขึ้น โดยผู้สื่อข่าวพบว่าคุณครูคนดังกล่าวมีชื่อว่า นายทรงวุฒิ รุ่งวิริยะชัย หรือครูจักร อดีตนักร้องนำ วงรามสูร เคยผ่านเวทีการประกวดวงสตริง ระดับประเทศมาแล้วมากมาย ปัจจุบัน รับราชการครู สอนวิชาดนตรี ศิลปะ และช่วยสอนวิชาคณิตศาสตร์ เป็นเวลา 3 เดือน หลังครูอีกคนลาคลอดบุตร ของโรงเรียนบ้านพระแก้ว อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ที่โรงเรียนบ้านพระแก้ว ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สอนระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นโรงเรียนประจำตำบลขนาดใหญ่ มีบุคคลากรครู 28 คน มีนักเรียนกว่า 500 คน อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองสุรินทร์ ประมาณ 57 กม.

พบคุณครูทรงวุฒิ หรือครูจักร กำลังสอนวิชาดนตรี หลากหลายชนิด อย่างสนุกสนาน ให้กับนักเรียน ชั้น ป.6 ซึ่งนักเรียนล้วนให้การสนใจเรียนกันเป็นอย่างดี เพราะครูจักร มีสไตล์การสอนที่ไม่ธรรมดา และไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ครูจักร ยังสอนเด็กตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไปจนถึงจนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยลีลาการสอนคณิตศาสตร์ แบบคิดเร็ว เป็นกันเองอย่างสนุกสนาน ทำให้นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก ไม่เครียด ตลอดชั่วโมงการเรียนคณิตศาสตร์ นักเรียนได้รับรู้หลัก การคิดคณิตศาสตร์ อย่างรวดเร็ว และนักได้มีส่วนร่วมในการแสดงออก สามารถคูณเลขหลักล้าน ได้อย่างถูกต้องแม่นยำในเวลาอันรวดเร็วครูจักร กล่าวว่า พอดีคุณครูที่เคยสอนวิชาคณิตศาสตร์อยู่แก่ลาคลอด 3 เดือน คุณครูฝ่ายวิชาการ จึงจัดให้ตนมาช่วยสอนเสริมวิชาคณิตศาสตร์แทน ตอนคิดวิธีการสอนคณิตศาสตร์มาจากใจ เป็นการผสมศาสตร์แนวอินดี้ฮาร์ดคอร์ มาผสมผสานกัน เพื่อให้ไม่น่าเบื่อ สอนกันแบบสนุกและฮาไปด้วยเข้าใจง่าย ตนไม่รู้ว่าใครนำคลิปไปแชร์ในโซเชียล มารู้อีกที่ตอนไปเที่ยวช่วงวันหยุดกับกลุ่มเพื่อนๆ นักดนตรีวงรามสูร ตนเคยทำอัลบั้ม วงรามสูร สังกัดค่ายโซนี่มิวสิค พอมาเป็นข้าราชการครู ผลงานเพลงก็เงียบๆ ไป ตอนทำอัลบั้มก็เคยเข้าชิงสีสันอาวอร์ด เมื่อปี 2553 ได้เข้าชิง 4 รางวัล เพลงร็อคยอมเยี่ยม เพลงหน้าใหม่ นักร้องยอดเยี่ยม เเต่ก็พลาดรางวัล

ด้านนายธรรมนูญ บุญงอก ผอ.โรงเรียนบ้านพระแก้ว กล่าวว่า ต้องขอบคุณคุณครูทรงวุฒิ ที่ได้คิดค้น เทคนิค วิธีการสอนใหม่ๆ ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ของคุณครูอยู่แล้ว ย่อมพัฒนางานการสอนของตนเอง คือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างไร ให้เด็กนักเรียนสนใจ มีความกระตือรือร้น และชื่นชอบ ในวิชานั้น ผลการดำเนินงาน เด็กนักเรียนมีความชื่นชอบ ในวิชาคณิตศาสตร์ ตนมั่นใจว่าเทคนิคนี้ น่าจะยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นได้เป็นอย่างดี

ที่มา>>>ข่าวสด