ไม่เห็นมา 2 วัน!! ยายชรา ดับปริศนาท่อนล่างเปลือยคาห้องเช่า

ยายชรา นอนดับปริศนาในห้องเช่าเมืองปทุมฯ กางเกงขาสั้นถูกถลกออก หลังไม่ออกมาจากห้อง 2 วันแล้ว จนผิดปกติ ตร.คาดจากโรคประจำตัว หรืออากาศร้อนจัด ส่งศพผ่าพิสูจน์ หาสาเหตุอย่างละเอียด…

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 59 พ.ต.ท.บรรจง หนูหว้า สว.(สอบสวน) สภ.เมืองปทุมธานี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีผู้เสียชีวิตที่ ต.บางปรอก อ.เมือง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงพร้อมชุดสืบสวน และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ เป็นลักษณะเป็นบ้านให้เช่าแบบชั้นเดียว กลางห้องพบศพหญิงชราทราบชื่อเพียงว่า “ยายนิด” อายุประมาณ 60-70 ปี สภาพศพนอนหงายบนผ้านวมปูที่นอน ท่อนล่างเปลือย บริเวณหน้าขามีกางเกงขาสั้นสีดำรูดม้วนคาอยู่ สวมเสื้อแขนกุด มีพัดลมเปิดอยู่ที่ใต้ขาทั้งสอง ตรวจสอบภายในห้องพบเพียงสิ่งของทั้งขวดน้ำ ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และพวกเสื้อผ้ารกเต็มห้อง เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้ประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม มาตรวจสอบ ก่อนที่จะกั้นไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวน น.ส.สมใจ พึ่งถนอม อายุ 45 ปี เจ้าของบ้านเช่าที่และเป็นผู้พบศพ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายซึ่งทราบชื่อเล่นเพียงว่า “ยายนิด” โดยมีลูกๆ ซึ่งเป็นทั้งครูและพยาบาล มาเช่าให้อยู่ประมาณร่วม 2 ปี แล้ว และคุณยายก็ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร แต่เป็นคนที่ไม่ค่อยพูด นอกจากชอบดื่มเหล้า และเมื่อช่วงบ่ายได้มีผู้เช่าที่อยู่ห้องติดกันกับผู้ตาย มาบอกตนว่า ไม่เห็นคุณยายออกมาจากห้อง 2 วันแล้ว ตนจึงได้ไปเคาะห้องเรียก ก็ไม่มีเสียงตอบ จึงตัดสินใจใช้กุญแจสำรองไขเข้าไปพบว่า คุณยายนอนเสียชีวิตในสภาพดังกล่าว จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบพยานและตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์จากนิติวิทยาศาสตร์ เบื้องต้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่า เสียชีวิตจากสาเหตุใด อาจจะเป็นเพราะอากาศร้อนอบอ้าว หรืออาจจะมีโรคประจำตัว ซึ่งจะได้มีการติดต่อประสานไปยังญาติๆ มาสอบสวนเพื่อเป็นแนวทางของการเสียชีวิต และได้มอบศพให้มูลนิธิฯ นำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง.

ที่มา>>>Thairath

รู้จักไหม? “ลูกหม่อน” (Mulberry) ช่วยลดน้ำตาลในเลือด-ป้องกันมะเร็ง

รู้จักไหม? “ลูกหม่อน” (Mulberry) ช่วยลดน้ำตาลในเลือด-ป้องกันมะเร็ง

เคยได้ยินประโยคที่ว่า “ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม” กันไหมคะ เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่า“หม่อน” ที่ว่าคืออะไร มันคือใบหม่อนที่เคยมีการส่งเสริมให้ปลูกกันถามภาคเหนือ โดยเฉพาะหมู่บ้านชาวเขา ที่จะนำใบหม่อนมาใช้เป็นอาหารของหนอนไหม แต่หม่อนไม่ได้มีประโยชน์แค่ใบเท่านั้นนะคะ ลูกหม่อน หรือชื่อภาษาอังกฤษแบบไฮโซๆ เรียกว่าMulberryก็มีประโยชน์ดีๆ ไม่แพ้กัน

1. ช่วยบำรุงหัวใจ

2 ดับร้อน ทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการกระหายน้ำ

3. อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และกรดโฟลิก เหมาะแก่มารดาที่กำลังตั้งครรภ์

4. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง

5. ลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

6. ผลหม่อนต้ม ช่วยแก้โรคไขข้ออักเสบ

7. มีวิตามินบี 6 ช่วยบำรุงเลือด ตับ และ ไต

8. ลดการเกิดสิว และปวดประจำเดือน

9. มีวิตามินซีสูง ป้องกันโรคหวัด ภูมิแพ้ และปอด

10. แก้อาการท้องผูก เพราะเป็นยาระบายอ่อนๆ

11. มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก

12. แก้อาการเมาค้าง ผ่อนคลายความเครียด

13. ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำ สุขภาพดี ป้องกันผมหงอกก่อนวัย

หม่อนสามารถปลูกได้เองที่บ้านนะคะ ไม่ยาก แถมนอกจากผลแล้ว ตัวใบเองยังเป็นสมุนไพรที่ดี ทำประโยชน์ได้อีกเยอะ ใครอยากลองทานหม่อนลองหาซื้อทานกันดูนะคะ

ภาพประกอบจาก istockphoto

ที่มา>>>Sanook

แล้งกระหน่ำเชียงแสน ร้อน 40 องศาฯ น้ำตกผาลาดแห้ง มีแต่โขดหิน

อุณหภูมิ ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย สูงถึง 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้น้ำตกผาลาดแห้งจนแทบไม่มีน้ำตกลงมาจากหน้าผา มีเพียงน้ำไหลรินเพียงเล็กน้อย…

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อุณหภูมิ ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย สูงถึง 40 องศาเซลเซียส ประกอบกับเกิดความแห้งแล้งเป็นบริเวณกว้างทั้งอำเภอ ส่งผลให้น้ำตกผาลาด ที่ตั้งอยู่ที่บ้านป่าตึง ม.5 ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน ซึ่งเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวไปเล่นน้ำกัน เกิดแห้งจนไม่มีน้ำตกลงมาจากหน้าผา และทำให้สวนไม้ไผ่รวกจะยืนต้นตายตามๆ กันไปอีกนายประสิทธิ์ อินทะรังสี ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลบ้านแซว กล่าวว่า น้ำตกผาลาด เดิมอยู่ในการดูแลของเทศบาลตำบลบ้านแซว ปัจจุบันเข้าไปอยู่ในการดูแลของ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทุกปีน้ำตกผาลาดจะมีน้ำตกจากยอดผาอย่างสวยงาม และมีน้ำไหลตลอดปี นักท่องเที่ยวจะมาเล่นน้ำคลายร้อนกันในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน แต่ปีนี้อากาศร้อนและแล้งจัด ทำให้น้ำตกผาลาดแห้ง ไม่มีสายน้ำตกลงมาจากยอดหน้าผาเลย จะมีเพียงน้ำไหลรินเพียงเล็กน้อย นับว่าปีนี้อากาศร้อนและแห้งแล้ง โดยเฉพาะสวนป่าที่ปลูกต้นไผ่รวกของตน ต้นไผ่รวกกำลังจะยืนต้นตาย

“ตนอยู่ที่นี่มาถึง 50-60 ปี ไม่เคยพบกับสภาพอากาศที่เชียงแสนจะร้อน และแล้งจัดขนาดนี้มาก่อน” ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลบ้านแซว กล่าว.

ที่มา>>>Thairath

จับแก๊งมอดไม้ ซุก ‘พะยูง-ประดู่’ หลังอู่รถฝั่งธน เสนอสินบนแลกปล่อยตัว

รอง ผบ.ตร.แถลงจับแก๊งค้าไม้พะยูงไม้ประดู่แปรรูป ซุกซ่อนหลังอู่ซ่อมรถย่านฝั่งธนบุรี มูลค่าเกือบ 2 ล้านบาท พร้อมจับหญิงสาว พยายามติดสินบน 2 แสนแลกปล่อยตัวพร้อมของกลาง…

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 28 เม.ย.59 พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศปทส.ตร.พร้อมด้วย พล.ต.ต.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบก.น.9 ร่วมกันแถลงผลงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ท่าข้าม และ สน.แสมดำ จับกุม นายวิญญู ดวงพิลา อายุ 25 ปี ชาว จ.พิจิตร และ น.ส.สุพรรณี เจ๊กทอง อายุ 30 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ พร้อมของกลางไม้พะยูง 59 ท่อน ปริมาตร 2.826 ลบ.ม. มูลค่า 1,412,000 บาท ไม้ประดู่ 11 แผ่น ปริมาตร 1.881 ลบ.ม. มูลค่า 275,000 บาท เลื่อยยนต์ 2 ตัว และรถแบ็กโฮ 1 คัน โดยจับกุมตัวได้พร้อมของกลางทั้งหมดที่อู่ซ่อมรถรุ่งเรืองโช้คอัพ ถนนเลียบทางด่วนสุขสวัสดิ์ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม.พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เผยว่า คดีนี้ต้องขอชมเชยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม คือ พ.ต.ท.ทศพล โชติคุตร์ รอง ผกก.ป.สน.ท่าข้าม และ พ.ต.ท.ธนเดช ทีนาคะ สวป.สน.ท่าข้าม ซึ่งนำกำลังชุดจู่โจมประสานกับ พ.ต.อ.สำเริง ผลรอด ผกก.สน.แสมดำ เข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย โดยเมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบจนพบการกระทำความผิดแล้ว ผู้ต้องหายังพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ด้วยเงินสด 200,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับ ทำการซ้อนแผนจับเพิ่มเติมข้อหาได้อีก เป็นเรื่องที่ต้องชมเชย สำหรับคดีนี้แนวทางการสืบสวนทราบตัวผู้บงการซึ่งอยู่เบื้องหลังแล้ว และจะขยายผลไปสู่การจับกุมบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน เพื่อยึดทรัพย์สินทั้งหมดต่อไปพ.ต.ท.ทศพล กล่าวว่า การจับกุมคดีนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ชุดจู่โจม สน.ท่าข้าม ตระเวนออกตรวจตรามาตามถนนเลียบทางด่วนสุขสวัสดิ์ตามปกติ จู่ๆ ก็พบรถบรรทุก 6 ล้อ ขนไม้ต้องสงสัยเข้ามาจอดในอู่ซ่อมรถแห่งนี้จำนวนมาก ตนจึงรายงานผู้บังคับบัญชาขอตั้งชุดเฉพาะกิจออกมาสืบสวน กระทั่งเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 27 เม.ย.ตัดสินใจนำกำลังเข้ามาขอตรวจสอบในพื้นที่อู่ซ่อมรถ ปรากฏพบรถแบ็กโฮ กำลังขุดไม้ขึ้นจากบ่อน้ำด้านหลัง โดยมี นายวิญญู ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นคนดูแลพื้นที่กำลังชี้จุดให้คนขับรถแบ็กโฮขุดไม้ขึ้นจากบ่อน้ำ จึงควบคุมตัวนายวิญญเอาไว้ ส่วนคนขับรถแบ็กโฮทราบชื่อคือ นายสมสกุล แช่มช้อย อายุ 34 ปี ไหวตัวทันวิ่งหนีไปได้หวุดหวิด ซึ่งตำรวจจะติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไปพ.ต.ท.ทศพล กล่าวอีกว่า ขณะเจ้าหน้าที่กำลังทำบันทึกตรวจยึดของกลางอยู่นั้น ปรากฏว่า น.ส.สุพรรณี ผู้ต้องหาที่ 2 ได้โทรศัพท์เข้ามาที่เบอร์มือถือของ นายวิญญู ขอคุยกับตนเพื่อขอไม่ให้ดำเนินคดีตรวจยึดไม้ทั้งหมด ด้วยการติดสินบน จำนวน 200,000 บาท ตนจึงซ้อนแผนขอให้ น.ส.สุพรรณี มาพบที่อู่เพื่อจับกุม เมื่อ น.ส.สุพรรณี เดินทางมาถึงจึงรวบตัวไว้ได้พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันมีไม้แปรรูปหวงห้าม (ไม้พะยูง) เกินยี่สิบต้นหรือท่อนหรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้วรวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตรไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนของ น.ส.สุพรรณี ได้ตั้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 1 กระทง ในส่วนของการติดสินบนเจ้าพนักงานอีกด้วยขณะที่ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ เปิดเผยว่า จากรายงานการสืบสวนทราบว่า ที่อู่ซ่อมรถยนต์แห่งนี้มี นายพิเชฐ ชมประเสริฐ อายุ 37 ปี แฟนหนุ่มของ น.ส.สุพรรณี ผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้ทำเรื่องขอเช่าเอาไว้ ซึ่งตำรวจจะติดตามตัวมาสอบปากคำดำเนินคดีต่อไป เพราะ น.ส.สุพรรณี ไม่ยอมให้การใดๆ ในตอนนี้ ส่วนผลการสอบสวน นายวิญญู ผู้ต้องหาที่ 1 เบื้องต้นยอมรับว่า พักอาศัยในอู่มา 4-5 เดือนแล้ว ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท โดยตลอดเวลาจะมีรถบรรทุกไม้มาทิ้งไว้ในบ่อน้ำหลังอู่ เมื่อนายทุนต้องการใช้ก็จะให้ นายวิญญู เป็นผู้ชี้จุดให้คนขับรถแบ็กโฮขุดขึ้นมาแปรรูป และจะมีรถบรรทุกมารับออกไปอีกครั้งคาดว่าคงเป็นขบวนการส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะประสาน บก.ปทส.ขยายผลไปถึงนายทุนให้ได้ต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ตู้เสยท้ายพ่วง จนท.ช่วยคนเจ็บ ไฟพึ่บ! ย่างสดหญิงเมียนมา ตายต่อหน้า

คนขับวูบหลับใน รถตู้เสยท้ายพ่วงที่ชัยนาท จนท.ช่วยนำคนเจ็บส่ง รพ. ได้ 12 คน อีกราย นั่งด้านหน้ารถ ถูกอัดขาติด จนท.พยายามช่วย แต่ดันเกิดกระกายไฟ ลุกพึ่บวอดทั้งคัน ย่างสด ร้องทุรนทุราย ตายสลด! …

เมื่อเวลา 06.30 น. ร.ต.อ.พิจักษณ์ สุรยเสนีย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.สรรพยา จ.ชัยนาท รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน มีไฟลุกไหม้รถตู้ที่บริเวณ ม.7 ต.ตลุก อ.สรรพยา ถนนสายเอเชีย กม.129+400 ขาล่อง ขึ้นไปยัง กทม. จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาท รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถตู้ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน 30-0221 ตาก จอดอยู่ที่บริเวณเลนซ้ายสุดของถนน สภาพด้านหน้าพังยับ มีประกายไฟลุกไหม้อยู่ที่บริเวณห้องเครื่อง จึงรีบนำคนขับ และผู้โดยสารชาวเมียนมา ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เป็นชาย 6 คน หญิง 6 คน รวม 12 คน ลงจากรถเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลสรรพยา พร้อมประสานรถดับเพลิงและเจ้าหน้าที่เพื่อทำการดับไฟ แต่ยังมีผู้โดยสารที่นั่งข้างคนขับ ไม่สามารถนำตัวลงมาจากรถได้ เนื่องจากขาติดอยู่กับเหล็กที่อัดทับเข้ามา จากการชน เจ้าหน้าที่ต้องรอรถดับเพลิงมาดับไฟที่ลุกไหม้เสียก่อน จึงจะสามารถใช้เครื่องมือตัดถ่างนำคนเจ็บออกมา

ซึ่งระหว่างที่รอรถดับเพลิง เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและพูดคุยกับคนเจ็บเพื่อให้กำลังใจ แต่ระหว่างนั้น เกิดประกายไฟขึ้น ก่อนลุกไหม้รถทั้งคัน คลอกคนที่ได้รับบาดเจ็บ ร้องทุรนทุราย เสียชีวิตทันที ทราบชื่อต่อมา นาง Cho Cho Mar ชาวเมียนมา อายุ 32 ปี

ห่างกันไปประมาณ 500 เมตร พบรถพ่วงยี่ห้อฮีโน่ ทะเบียน 82-9115 กำแพงเพชร พ่วงทะเบียน 82-9116 กำแพงเพชร สภาพด้านท้ายยุบเล็กน้อย มีนายไพฑูลย์ พรหมใจ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 142 /2 ม.20 ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เป็นคนขับจากการสอบสวนทราบว่า นายกิตติพงษ์ ม่วงทุ่ง อายุ 26 ปี คนขับรถตู้ รับผู้โดยสารชาวเมียนมาทั้งหมด มาจาก อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อมาขึ้นรถต่อที่ กรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดกระบี่เพื่อทำงาน หลังจากทำการต่อพาสปอร์ตเสร็จสิ้นแล้ว ระหว่างทางก่อนถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นทางตรงยาว เกิดวูบหลับไปชั่วขณะ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็ชนเข้าที่ท้ายรถพ่วงอย่างจัง ทำให้เกิดเหตุสลดขึ้น

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวคนขับรถทั้งสองคน ทำการสอบสวน เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงและดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมนำศพส่งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อทำการชันสูตร และทำการมอบต่อให้ญาติประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

สะเทือนใจ! “สุนัข” ช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวเอกวาดอร์ จนเหนื่อยตาย

สะเทือนใจ! “สุนัข” ช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวเอกวาดอร์ จนเหนื่อยตาย

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในเอกวาดอร์ เผยเรื่องราวสุดสะเทือนใจของสุนัขกู้ภัยตัวหนึ่ง ที่ช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวจนตัวเองเหนื่อยล้าและตายลงในที่สุด

สุนัขตัวหนึ่งมีชื่อว่า เดย์โก เรื่องราวของมันอาจทำให้คนทั่วโลกต้องใจสลาย เพราะมันเป็นสุนัขกู้ภัยที่ช่วยชีวิตเหยื่อแผ่นดินไหวขึ้นมาได้ถึง 7 คน จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในเอกวาดอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ล่าสุดเจ้าเดย์โกได้ตายลงแล้ว เพราะเหนื่อยล้าเกินไปจากภารกิจช่วยผู้ประสบภัย

เรื่องราวนี้ได้รับการส่งต่ออย่างแพร่หลาย หลังหน่วยงานดับเพลิงของเมืองอิบาร์รา ทางเหนือของเอกวาดอร์ ประกาศว่า เดย์โก สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ วัย 4 ปี ได้จากพวกเขาไปแล้ว หลังอยู่ร่วมปฏิบัติภารกิจกับพวกเขามานานถึง 3 ปีครึ่ง

โดยสาเหตุที่เจ้าเดย์โกตาย เนื่องจากระหว่างช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวนั้น มันต้องฝ่ากองเพลิงเข้าไปช่วยค้นซากปรักหักพังจนได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งอากาศร้อนจัด หลังเสร็จสิ้นภารกิจสุขภาพของมันจึงย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว และท้ายที่สุดก็เกิดภาวะหัวใจวาย เพราะเหนื่อยเกินไป

ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเอกวาดอร์ครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 600 ราย และบาดเจ็บกว่า 12,000 คน

ที่มา>>>Sanook

แปลกดี ‘นกนักเลง’ ที่อ่างทอง ขี่ จยย. ไม่สวมกันน็อก ไล่จิกเจ็บ

เรื่องแปลกที่อ่างทอง พบ นกอีแว้น ทำตัวเป็น นกนักเลง ไล่จิกชาวบ้านที่ขี่ จยย. ผ่านหน้าต้นสะเดาที่ทำรังอยู่ โดยเฉพาะคนไม่สวมหมวกกันน็อก เจอไล่จิกเจ็บทุกราย พบมีนิสัยหวงรัง …

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณถนนเส้นบ้านท่าชุมนุม-หัวอีเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลโพธิ์ม่วงพันธุ์ อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง พบ นกกาแว้น หรือ ชาวบ้านเรียกว่า นกอีแว้น “นกนักเลง” อาศัยอยู่บนต้นสะเดาริมถนน ที่มีนิสัยชอบบินโฉบไล่จิกศีรษะชาวบ้านและคนที่ขับรถจักรยานยนต์สัญจรผ่านถนนเส้นดังกล่าว โดยลำตัวมีลักษณะขนสีดำสนิทบริเวณช่วงหางจะยาวมาก บินวนไปมาระหว่างต้นสะเดา 2 ต้น ระหว่างเส้นทาง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สวมใส่หมวกกันน็อก เพราะเจ้านกตัวนี้จะบินลงมาจิกที่ศีรษะ ทำให้เจ็บมาก ดังนั้นคนที่เคยขี่ผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำก็จะต้องเตรียมหาหมวกกันน็อกหรือหมวกอื่นๆ มาสวมใส่เพื่อเป็นเครื่องป้องกันเวลาเจ้านกนักเลงจราจรบินลงมาจิกด้าน นายวิมล ประกอบทรัพย์ อายุ 28 ปี ชาว ตำบลโพธิ์ม่วงพันธ์ เล่าว่า เจ้านกตัวนี้ใครผ่านไปผ่านมาชอบไล่จิกหัวตี หัวบางคนจิกดึงจนกระทั่งหมวกไอ้โม่งยืดขึ้นไปเลย ส่วนใหญ่คนที่ใส่หมวกกันน็อกก็จะไม่โดนหัว ชาวบ้านเรียกว่า นกอีแว้น มีนิสัยห่วงรัง เมื่อมีไข่หรือมีลูกน้อยก็จะเฝ้าระวังภัยเป็นพิเศษ จึงไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้หรือผ่านไปมา เนื่องจากระแวงว่าจะเข้าไปทำร้ายจึงไม่สร้างความเดือดร้อนหรืออันตรายให้กับประชาชนหรือชาวบ้านแต่อย่างใด กลับกลายเป็นเรื่องแปลกที่มีนกประเภทนี้อยู่ในหมู่บ้าน จึงเป็นสีสันความสุขให้ชาวบ้านได้หัวเราะคลายร้อนลงได้บ้าง.

ที่มา>>>Thairath

พุฒ สวีต จุ๋ย เขินแฟชั่นคู่รัก ตุนน้ำตาลเต็มโหลทริปสวิตฯ

ลุยงานหนักได้พักเบรกหนุ่ม ดีเจพุฒ-พุฒิชัย เกษตรสิน เลยรวมก๊วนเพื่อนพร้อมหวานใจสาว จุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา ไปทริป หวานสะท้านลมหนาวที่สวิตเซอร์แลนด์ช่วงสงกรานต์ท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม แต่ที่สะดุดตาชวนฟินก็คือตลอดทริป ทั้ง พุฒ และ จุ๋ย ใส่เสื้อผ้าเหมือนกันใส่ชุดเหมือนกันเป๊ะ จนถูกแซวว่าหวานขึ้นหนักมาก!! เจอ พุฒ มาร่วมงานบวงสรวง “U-Prince Series” ที่จีเอ็มเอ็มแกรมมี่เลยถามถึง ความสวีตวิ้ดวิ่วสงกรานต์ที่ผ่านมาไปสวิตเป็นยังไงบ้าง? “ก็เป็นช่วงที่เราได้หยุดและไปพักผ่อนในสถานที่ที่สวยงาม ได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ” ดูหวานเป็นพิเศษเลยใส่ชุดเหมือนกันด้วย? “ก็หวานปกติ อย่างเรื่องการแต่งตัวบางชุดก็นัดกัน บางชุดก็ไปซื้อเพิ่ม เพราะเวลาถ่ายรูปแล้วมันสวยดี อย่างชุดสีแดงที่มันเหมือนกันมากๆ เราไปเห็นคนเขาใส่ชุดกันหนาวสีแดง ถ่ายรูปกับหิมะ แล้วมันออกมาสวยมากๆก็เลยซื้อมาใส่กัน ผมว่ามันก็สนุกดีที่ได้ใส่ธีมชุดคู่ มันมีอะไรให้ได้ทำมากกว่าการแต่งตัวแบบทางใครทางมัน แต่จริงๆเราสองคนก็แต่งตัวคล้ายๆกันอยู่แล้ว ต่างกันแค่เพศเท่านั้นเองคือไม่ถึงกับใจตรงกันขนาดนั้น (ยิ้ม) เพราะบางอันเค้าก็บอกจุ๋ยใส่อันนี้ พุฒใส่อันนี้ บางอันก็ไม่ได้เตี๊ยม”

คนทักว่าไปแบบเป็นธีมคู่รักเลย? “ก็เขินดี (ยิ้ม) คนก็เข้ามาแซวเยอะ หรือคนที่ไปด้วยในทริปก็แซวว่าทำไมเหมือนกันขนาดนี้ เราก็อยากให้มันเป็นสีสัน เป็นความสนุกสนานในการไปเที่ยวมากกว่า” เห็นว่าพุฒเป็นสปอนเซอร์ให้ทั้งทริป? “ไม่เกี่ยวครับ ถ้าจ่ายให้ทั้งทริปคงหลายล้านเลย เพราะเราไปกัน 14 คน เราก็จ่ายในส่วนของเรา แล้วก็มีส่วนกองกลาง บางมื้อเราก็เลี้ยงบ้าง กับจุ๋ยก็ต่างคนต่างจ่ายอยู่แล้ว อย่างที่บอกทริปนี้เน้นอยู่กับธรรมชาติ เน้นถ่ายรูปมากกว่า ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเยอะ อาจจะมีของที่ระลึกสวยๆ” มีภาพหวานๆที่ยังไม่ได้ลงเยอะมั้ย “หมดแล้วครับ” ถามถึงกระแสโฟโต้บุ๊กของพุฒเองเป็นไงบ้าง? “แฟนๆก็เอามาให้เซ็นเยอะเหมือนกันในนั้นก็จะมีภาพสวยๆที่เราไปถ่ายที่ญี่ปุ่น และมีบทสัมภาษณ์เล่าเรื่องราวตั้งแต่เรายังไม่ได้เข้าวงการจนทำงานมาถึงทุกวันนี้ ส่วนเล่มที่ 2 ถ้าได้ทำจริงๆอยากทำเกี่ยวกับการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ”.

ที่มา>>>Thairath

ครบ 1 ปีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เนปาลแทบไม่ฟื้นฟูจากความเสียหาย

(ภาพ: AP)

เมื่อ 25 เม.ย. เป็นวันครบรอบ 1 ปี เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่ภาคกลางเนปาล คร่าชีวิตผู้คนมากเกือบ 9,000 ราย อาคารบ้านเรือนราษฎรพังพินาศมากเกือบ 800,000 หลัง หมู่บ้านราษฎรถูกเขย่าพังพินาศมากกว่า 3,000 แห่ง แผ่นดินไหวเขย่ารุนแรงข้ามพรมแดนถึงอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกราว 102 ราย อาคารบ้านเรือนราษฎรพังพินาศอีกราว 13,000 หลัง ขณะที่การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยแทบไม่คืบหน้า ชาวบ้านจำนวนมากยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา บางส่วนต้องสร้างอาคารที่พักพิงด้วยตัวเองและใช้วัสดุก่อสร้างอย่างเบา แทนที่จะเป็นคอนกรีตและอิฐหิน เพื่อลดน้ำหนักเผื่อเผชิญภัยแผ่นดินไหวรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต

อีกด้านหนึ่ง นายแมตเทียส บริเนสัน เจ้าหน้าที่หน่วยงานวางแผนระหว่างประเทศ องค์กรช่วยเหลือฟื้นฟูแผ่นดินไหวในเนปาล เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว ตนยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือเห็นทางการดำเนินมาตรการใดๆเพื่อยกระดับกฎหมายอาคารสิ่งปลูกสร้างในเนปาลให้เพิ่มความแข็งแรงมั่นคงยิ่งขึ้น หมู่บ้านหลายแห่งในพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวยังถูกฝังกลบและมีกองดินพังถล่มกีดขวางเส้นทางยากต่อการเข้าช่วยเหลือ ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ประสบภัยระบุจะไม่สร้างอาคารที่พักสูงเกิน 2 ชั้นเพื่อความปลอดภัย เพราะเชื่อแน่ว่าเนปาลอาจเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงได้อีกในอนาคตเหยื่อแผ่นดินไหวในเนปาลจำนวนมากในกรุงกาฐมาณฑุยังต้องนอนในเต็นท์ (ภาพ: AP)

วันเดียวกันนี้ เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้เม็กซิโก จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ระดับความลึกใต้ผิวดินราว 10 กม.แต่ไม่มีรายงานความเสียหาย.

ที่มา>>>Thairath

พายุฤดูร้อนถล่มบึงกาฬซ้ำ-2 อำเภอในเลยอ่วม หลังคาบ้านพังกระจุย

บึงกาฬ เจอพายุฤดูร้อนถล่มครั้งที่ 3 ทางจังหวัดส่ง จนท.ตรวจสอบความเสียหาย และซ่อมบ้านที่ถูกพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำเป็นครั้งที่ 3 ในรอบเดือน เม.ย. ขณะที่ จ.เลย พายุฤดูร้อนถล่ม 2 อำเภอ บ้านเรือนถูกลมพัดเสียหายจำนวนมาก…

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 เม.ย. 59 กำลังทหารจากชุดรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดบึงกาฬ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอโซ่พิสัย อบต.โซ่ กำนันผู้ใหญ่บ้านร่วมกันออกซ่อมแซมบ้านเรือนของราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุฤดูร้อน ที่พัดกระหน่ำได้รับความเสียหาย เมื่อวานที่ผ่านมา ซึ่งบ้านหลายหลังถูกแรงพายุพัดหลังคาปลิวออกไปทั้งหลัง ทำให้สังกะสี กระเบื้องแตกหักได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยที่ตำบลโซ่ มีบ้านเรือนของราษฎรที่ได้รับความเสียหายจากเหตุวาตภัย จำนวน 9 หลังคาเรือน เสียหายหนัก 4 หลัง และเสียหายเล็กน้อย 5 หลังสำหรับในตำบลโซ่ได้ถูกลมพายุฤดูร้อนพัดพังเป็นครั้งที่ 3 ในเดือนเมษายนนี้ และยังมีพื้นที่บ้านบุ่งคล้าทุ่ง หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ต.บุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายจากพายุ จำนวน 5 หลัง ซึ่งทั้ง 2 อำเภอเจ้าหน้าที่ทหารได้ร่วมกับฝ่ายปกครองของอำเภอ อบต. และผู้ใหญ่บ้าน เข้าตรวจสอบความเสียหาย และจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำมาซ่อมแซมบ้านที่ประสบภัยแล้ว นอกจากนี้ นายสมชัย บุตรโคตร นายก อบต.โซ่ และทหารจากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดบึงกาฬ ได้นำถุงยังชีพของกองทัพบกพร้อมเครื่องนุ่งห่มมามอบให้กับ ชาวบ้านผู้ประสบวาตภัยทุกครอบครัวแล้ว

ส่วนที่จังหวัดเลย โดยเฉพาะอำเภอเมืองเลย และอำเภอท่าลี่ ได้เกิดพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก มีลมพัดอย่างแรงทำให้ต้นไม้หักโค่นทับรถของชาวบ้าน ป้ายโฆษณาถูกลมพัดพังเสียหายจำนวนมาก ทั้งในเขตเทศบาลเมืองเลย ต.ชัยพฤกษ์ ต.เมือง และรอบมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย หน้าศาลากลางจังหวัดเลย ต้นไม้หักโค่นทับรถยนต์ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่จอดถนนหน้าศาลากลางได้รับความเสียหาย โดยพายุลมแรงและฝนตกร่วม 1 ชม.จึงสงบ ไฟฟ้าดับร่วม 2 ชม.นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ทราบเหตุสั่งการให้ นายณรงค์ จีนอ่ำ นายอำเภอเมืองเลย นายประมวล ลาภจิตต์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเลย เร่งออกสำรวจความเสียหายเป็นการด่วน ที่อำเภอท่าลี่ เกิดพายุถล่มและลูกเห็บตกใน 2 ตำบล คือ ต.ท่าลี่ และเขตเทศบาลตำบลท่าลี่ พายุพัดเอาลูกเห็บตกตามมา รวมทั้งพายุฝน ทำให้บ้านเรียนราษฎรหลังคาเปิดจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมี อบต.หนองผือ ถูกพายุฝนกระหน่ำจนเสียหายอย่างหนัก หลังพายุสงบ นายชัชพงษ์ อาจแก้ว นายอำเภอท่าลี่ ร่วมกับนายกเทศบาลตำบลท่าลี่ และนายก อบต.หนองผือ เร่งทำการสำรวจ และช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยครั้งนี้ คาดว่าจะมีจำนวนมาก เบื้องต้นบ้านเรือนเสียหายประมาณ 30 หลัง

มีรายงานเพิ่มเติมว่า จากพายุฝนที่กระหน่ำลงมาในอำเภอท่าลี่ ได้ทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่น 25 ต้น ส่งผลให้ในพื้นที่ไฟฟ้าดับตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป กระทั่งดึก และไฟฟ้ายังดับกินพื้นที่บางส่วนในเขตอำเภอเมืองเลย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กำลังเร่งซ่อมแซม คาดว่าเช้านี้ (26 เม.ย.)จะแล้วเสร็จเป็นปกติ.

ที่มา>>>Thairath